ท่องบางกอกตามลำน้ำเจ้าพระยา (Bangkok Life along the Chao Phraya)
沿着湄南河游玩曼谷

Words & Photos: Piyalak Nakayodhin

เรือด่วนเจ้าพระยาแหวกสายน้ำลอดสะพานพระราม 8 มาเทียบท่าเรือท่าพระอาทิตย์ในยามเช้า คนขับเรือบีบแตรส่งสัญญาณการมาถึง พนักงานท้ายเรือเป่านกหวีดเสียงดังขณะมือหยิบเชือกแล้วกระโดดจากเรือไปคล้องเชือกกับเสาผูกเรือของท่าน้ำอย่างเร็วรี่ ฉันเล็งจังหวะเรือจอดเทียบท่าดีแล้วจึงก้าวลงจากเรือ ซึ่งเตรียมบ่ายหน้าสู่ท่าพระปิ่นเกล้าต่อไป

เมื่อลงจากเรือและหย่อนตัวลงนั่งมองวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวนสันติชัยปราการ อดคิดไม่ได้ว่าเรือด่วนเจ้าพระยาเป็นทางเลือกหนึ่งของการท่องเที่ยวที่ทำให้คนต่างชาติได้สัมผัสวิถีไทยผ่านสายน้ำที่หล่อเลี้ยงกรุงเทพฯ อย่างใกล้ชิด สวนสาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่รอบป้อมพระสุเมรุ นอกจากโดดเด่นด้วยความสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ยังเป็นสถานที่หย่อนใจและจัดกิจกรรมต่างๆ ทางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญยังมีตอต้นลำพูต้นสุดท้ายจากที่เคยมีหนาแน่นจนเรียกย่านนี้ว่า “บางลำพู” หลงเหลืออยู่

จากนั้นฉันมุ่งหน้ามายังหัวมุมถนนพระอาทิตย์และถนนพระสุเมรุตัดกัน จึงเห็นอาคารโบราณอันงดงามที่ผ่านกาลเวลามาอย่างโรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช โรงพิมพ์คุรุสภา ซึ่งปัจจุบันปรับปรุงเป็น “พิพิธบางลำพู” ศูนย์การเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเดิมคือบ้านของพระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากร โดยมีการจัดนิทรรศการได้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะส่วน “เสน่ห์บางลำพู”

ออกจากพิพิธบางลำพู ฉันรีบเลี้ยวเข้าซอยลำพู ข้ามสะพานฮงอุทิศ ไปในชุมชนวัดสังเวชวิศยาราม ให้ทันก่อนเที่ยงที่ร้านสมทรงโภชนา ร้านเก่าแก่เปิดมากว่า 50 ปี ซึ่งมีลูกค้าคับคั่งมากินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยที่รสชาติยังอร่อยเด็ดเหมือนเดิมรวมถึงขนมจีนซาวน้ำ และข้าวฟ่างเปียกน้ำกะทิ ขนมโบราณหากินยาก ที่ใครมาก็ต้องรีบสั่งกินร้อนๆ

จบมื้อใหญ่แล้วจึงขึ้นเรือไปลงท่าวัดอรุณฯ วัดโบราณจากสมัยอยุธยาที่เรียกกันสั้นๆ ว่า วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร) เพื่อชื่นชมประติมากรรมยักษ์ทศกัณฐ์ (สีเขียว) และยักษ์สหัสเดชะ (สีขาว) ที่เฝ้าซุ้มประตูยอดมงกุฎทางเข้าพระอุโบสถ ซึ่งประดิษฐานพระประธาน “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก” จุดเด่นมากของวัดนี้คือพระปรางค์ที่มีความสูงจากฐานถึงยอด 81.85 เมตร ซึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น ยอดแหลมสูงของพระปรางค์นี้ถือเป็นเครื่องหมายแรกที่บอกนักเดินทางซึ่งล่องทวนแม่น้ำเจ้าพระยามาจากทางปากน้ำว่าได้เดินทางถึงเมืองหลวงแล้ว

จากวัดอรุณฯ มีทางเลือก 2 ทาง คือหนึ่ง-นั่งเรือข้ามฟากไปท่าเตียนเพื่อไปดูประติมากรรมยักษ์และวิหาพระพุทธไสยาสน์ที่วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร) หรือเข้าชมมิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ที่เน้นเปิดประสบการณ์ใหม่ในการชมพิพิธภัณฑ์ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ผสมความคิดสร้างสรรค์ แล้วเดินไปตามถนนสนามไชยสู่พระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว หรือสอง-นั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปชมปากคลองตลาด ซึ่งเป็น
ตลาดสดขนาดใหญ่ 4 แห่งติดกัน เน้นสินค้าขายส่ง ผัก ผลไม้ และดอกไม้สดโดยตลาดดอกไม้สดที่นี่ขึ้นชื่อติดอันดับ 4 ใน 10 ของโลกทีเดียว มาเดินกี่ครั้งก็ตื่นตาตื่นใจ และเมื่อรู้สึกร้อนยังมีร้านนั่งเก๋ๆ ให้ผ่อนคลาย อย่างเช่นคาเฟ่ของคนรักอาหารสุขภาพ Farm to Table, Hideout ที่มีเมนูให้ลิ้มลองมากมายแต่เพราะความรักพี่เสียดายน้อง ฉันเลยเลือกแวะเที่ยวทั้งสองทาง

เสร็จแล้วไปชมงานศิลปะ ด้วยการนั่งเรือด่วนเจ้าพระยามายังท่าเรือสี่พระยาที่เดินออกมาก็คือซอยเจริญกรุง 30 หรือตรอกกัปตันบุช ถ้าเลี้ยวซ้ายจากท่าเรือจะตรงไปศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อกแต่ถ้าเลี้ยวขวาเลาะรั้วกำแพงสถานทูตโปรตุเกส ก็จะพบกับงานศิลปะแนวสตรีทอาร์ตบนกำแพงด้านหน้าสถานทูตฯ จากโครงการ Scratching the Surface โดยศิลปินโปรตุเกส วิลส์ (Vhils) รวมถึงคอมมูนิตี้สร้างสรรค์ Warehouse 30 ที่แปลงโกดังเก่ามาเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ร้านขายของไลฟ์สไตล์เท่ๆ โดยมีร้านเบเกอรี่ฝรั่งเศสแบบดั้งเดิมอย่าง Maison Chatenet อยู่ด้านหน้าให้แวะกินครัวซองต์อร่อยเลิศกับกาแฟสักแก้ว และก่อนจะบ่ายหน้าออกไปซอยเจริญกรุง 32 ก็จะเห็นอีกด้านของกำแพงสถานทูตโปรตุเกส มีงานศิลปะบนกำแพงจากส่วนหนึ่งของงานแสดงเมืองศิลปะ ‘บุกรุก’ (Bukruk Urban Arts Festival) ที่เป็นผลงานของศิลปินอย่างทวีศักดิ์ ศรีทองดี และอเล็กซ์ เฟซ
(Alex Face)

ออกสู่ถนนเจริญกรุงมีอาคารไปรษณีย์กลางบางรัก เป็นอีกสถานที่ประวัติศาสตร์การไปรษณีย์ไทยซึ่งเปิดทำการเมื่อ พ.ศ. 2483 ปัจจุบันคือสำนักงานใหญ่ของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (Thailand Creative & Design Center -TCDC) ที่มีห้องนิทรรศการทั้งในอาคารส่วนหน้าและส่วนหลัง โดยแวะไปแล้วไม่ควรพลาด ชั้น 5 ของศูนย์ อันมีพื้นที่ทำงานสร้างสรรค์, คาเฟ่ The Box และสวนดาดฟ้า ให้ออกไปนั่งเล่นชมวิวมุมสูงและรูปปั้นครุฑที่มุขหน้าปีกซ้าย-ขวาของอาคารไปรษณีย์กลาง ผลงานดั้งเดิมของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

ใกล้เย็นย่ำแล้ว ฉันเร่งเดินกลับไปยังท่าน้ำสี่พระยาเพื่อนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาไปจนสุดปลายทางที่ท่าวัดราชสิงขร เพื่อเยือนโครงการใหญ่ริมแม่น้ำอย่าง เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ทันทีที่ถึงก็รีบจ้ำไปให้ทันเก็บภาพแสงสุดท้ายของวันที่ระบายสีสันให้กับท้องฟ้าเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลาเดียวกับแสงไฟประดิษฐ์หลากสีก็ระยิบระยับจับชิงช้าสวรรค์ “เอเชียทีคสกาย” อย่างสวยงาม ท่ามกลางร้านค้าและร้านอาหารที่คึกคักด้วยผู้คน

จบวันของการเที่ยวท่องตามลำน้ำเจ้าพระยา ฉันตัดสินใจเลือกร้านอาหารโซนวอเตอร์ฟร้อนท์ เพื่อรับประทานมื้อเย็นเคล้าวิวแม่น้ำยามค่ำที่เรือสำราญประดับไฟล่องผ่านไปมาไม่ขาดสายพร้อมปล่อยอารมณ์ให้ดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพของสายน้ำที่เป็นดั่งชีวิตวิถีไทย

TRAVELLERS’ GUIDE

• เที่ยวกรุงเทพฯ กับเรือด่วนเจ้าพระยา มีบริการเรือโดยสารทุกวัน โดยเรือด่วนพิเศษธงส้มเส้นทางนนทบุรี-วัดราชสิงขร เดินเรือเวลา 06.00-19.00 น.
ค่าโดยสาร 15 บาท โดยในช่วงเช้าและเย็นมีเรือด่วนพิเศษธงเหลืองและธงเขียวให้บริการเสริม หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ www.chaophrayaexpressboat.com

• นอกจากนี้มีเรือท่องเที่ยวเจ้าพระยา (ธงฟ้า) ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา จอดท่าเรือ 8 แห่งที่เชื่อมต่อกับสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ คือท่าสาทร, ท่าริเวอร์ ซิตี้, ท่าล้ง 1919, ท่าราชวงศ์, ท่าปากคลองตลาด, ท่าวัดอรุณฯ, ท่ามหาราช และท่าพระอาทิตย์ เรือออกทุก 30 นาที จากท่าสาทรไปท่าพระอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 09.00-17.30 น. จากท่าพระอาทิตย์ไปท่าสาทร เวลา 09.30-18.00 น. บัตรโดยสาร 1 วัน ราคา 180 บาท หรือติดตามรายละเอียดได้ที่
www.chaophrayatouristboat.com

Bangkok Life along the Chao Phraya

As the Chao Phraya Express Boat I was riding in hurtled past the Rama VIII bridge towards the Phra Arthit Pier in the morning, the captain sounded his horn while attempting to dock. When the boat came to a complete standstill, I jumped onto the pier.

Then, I went straight to Santi Chai Prakarn Park that’s part of Phra Sumen Fort. This is where the last of the once ubiquitous lamphu (cork tree) trees, that lend the neighbourhood its name, still stands to this day. The park regularly hosts cultural activities, too.

Around the corner of Phra Arthit and Phra Sumen roads, there are beautiful classic buildings like Wat Sangwet Printing School, which has been turned into Pipit Banglamphu Museum. This cultural learning centre hosts a permanent exhibition chronicling Banglamphu’s
storied past.

After the museum tour, I walked across the Hong Uthit Bridge on my way to the Wat Sangwet Wisayaram community where I had lunch at Somsong Phochana restaurant. In business for over 50 years, the restaurant was quite crowded as usual. Standout delights on the menu were Sukhothai-style noodles, kanom jeen sao nam (rice noodles with coconut milk) and khao fang piak kathi, a rare Thai dessert.

After the meal, I visited Wat Arun, and old Ayutthaya-period temple to check out the towering mythical giant demons: Ravana and Sahatsadecha. They stand guard over the entrance to the prayer hall that houses a sacred Buddha image. You will like the great pagoda of Wat Arun towering 81.85 metres. In the early days of Bangkok, the pagoda was the first sign that reminded travellers sailing upstream from the mouth of the Chao Phraya River that they had finally reached the capital.

After exploring Wat Arun, I had two options. The first was to catch a river-crossing ferry to Tha Tian to see more giants and Phra Buddha Saiyas at Wat Pho and visit nearby Museum Siam. Then, take a walk along Sanam Chai Road to the Grand Palace and the Temple of the Emerald Buddha.

My second option was to explore Pak Khlong Talad Market that offers vegetables, fruit and fresh flowers. The flower market was ranked fourth on a list of the world’s top 10 markets. Worth visiting is a café called Farm to Table, Hideout with lots of delicious dishes.

Then, I travelled to the Si Phraya pier by boat on my way to Charoen Krung Road that has quite a few attractions. The first one is River City Bangkok, a repository of art galleries and shops selling art objects and antiques. Art lovers will like the Portuguese embassy where incredibly amazing street art adorns the walls. Nearby is Warehouse 30, a creative hub. The site was once an old warehouse that has been developed as a tourist destination with a restaurant, café, bar and shop selling stylish lifestyle accessories. Maison Chatenet, for instance, serves scrumptious croissants and coffee.

Particularly outstanding is the Bangrak Central Post Office building, now the new home of the Thailand Creative & Design Center (TCDC). Just head to the fifth floor if you want to chill out in the creative area with a café called The Box. Don’t forget to check out the two garuda sculptures, Thailand’s national emblem, created by acharn Silpa Bhirasri.

I concluded by day trip with a visit to Asiatique around sunset. I was there in time to catch a glimpse of the Asiatique Sky ferris wheel glittering in the golden rays. I check into a restaurant on the waterfront zone where I enjoyed dining as much as a sweeping view of the river teeming with dinner cruises with glittering light – indeed magnificent scenery that’s yet again a testament to Thailand’s vibrant riverine way of life.

TRAVELLERS’ GUIDE

• Many love exploring Bangkok by using the Chao Phraya Express Boat service. The express boats operate daily from 06.00 to 19.00. The Blue-Flag boats are specifically for tourists, offering a cruise along the Chao Phraya River. The Sathorn to Phra Arthit services run from 09.00-17.30 and the services from Phra Arthit to Sathorn operate between 09.30 and 18.00. For further details, log on to
www.chaophrayatouristboat.com, www.chaophrayaexpressboat.com.

沿着湄南河游玩曼谷

清晨,湄南河快船正从拉马八世皇大桥下通过,当船在帕阿提码头(Phra Arthit)停靠时,我便下船前往圣堤差帕甘公园坐下观赏湄南河风景,那瞬间,让我不禁想起,湄南河快船也是旅游交通工具首选之一,能让游客亲切体验到居住在河畔的泰国人的生活方式。而此刻,我正坐在巴苏孟要塞(Phra Sumen)周围的公园里,这里不但是湄南河美景所在地,还是休闲和举办有关文化的各种活动场所,也散落着海棠红树的最后树桩,而曾经弥漫该区域的海棠红树亦让该区被称为“邦兰铺”(Banglamphu),(海棠红树泰语即称Lamphu)。

之后,我前往帕阿提路和巴苏孟路交叉路口,从这可看见一座现改建为“邦兰铺博物馆”的古老建筑,是社区文化学习中心,展示有趣展览,尤其是“邦兰铺之魅力”展览部分。从邦兰铺博物馆出来,我继续前往兰铺巷子的一个超过50年历史的古老餐馆,这里供应美味素可泰粿条、泰式菠萝椰浆米粉及罕见的热腾腾古老甜点——椰浆小米。吃好大餐,我继续乘快船到黎郑王庙(又称为黎明寺),它是自大城王朝建立的寺院。去欣赏身材高大的守护门神——鬼王夜叉雕塑,该寺院的亮点是高达81.85米的大佛塔,始建于曼谷王朝初期,而看到该佛塔的尖顶亦标志着您已到达泰国的都城。

接着,从郑王庙出来,可选择两条旅游路线,第一路线,乘渡船至塔田码头,去卧佛寺观看鬼王夜叉雕塑及卧佛殿。随后,去参观暹罗博物馆,这是一个以创造性和现代技术融合的博物馆。沿着萨纳差路(Sanam Chai)走到大皇宫和玉佛寺。另一条路线,乘湄南河快船到帕空鲜花市场,这里主要出售新鲜蔬菜、水果和花朵,被列为世界第4个最大鲜花市场。如果走累了,还有咖啡厅让您坐下休息如Farm to Table, Hideout餐厅(即从农场到餐桌)。

接着去观赏艺术品,乘湄南河快船到四披耶码头(Si Phraya),从码头左拐就是曼谷河城购物中心,这里具有展出古董及艺术品的美术馆,供游客观赏及购买。而码头左拐,沿着葡萄牙领事馆围墙前行,您会发现由葡萄牙艺术家韦利斯 (Vhils)在墙壁上创造的街头艺术,还有仓储式商场(Warehouse 30),改造旧仓库成餐厅、咖啡馆及各种别致商铺,可在梅森·叉德讷(Maison Chatenet)法式面包店停留,放松休息,同时可享用羊角面包和美味咖啡。再接着,走出石龙军30号巷子到葡萄牙领事馆围墙的另一边,还有墙上的艺术绘画供游客观赏。随后,再走到石龙军路上的曼谷中央邮局,始营业于1940年,如今作为泰国创意设计中心(Thailand Creative & Design Center),不妨到其中心的第5层参观,这里提供创新工作室、盒子咖啡厅和楼顶花园,可闲坐观赏这里的景色及中央邮局的迦楼罗雕像。

傍晚已来临,我迅速地回到四披耶码头,乘坐湄南河快船到终点站码头——拉差思孔寺码头(Wat RatchaSingkhon),这是河畔码头夜市(Asiatique the Riverfront)的码头。当船停靠码头时,我立刻下船,赶上去拍湄南河暮光下的景象,与此同时,曼谷夜市摩天轮的艳丽灯光也渐渐的照亮夜空,众多店铺和餐厅也开始热闹忙碌起来。

结束今天的湄南河之旅与美餐,我选择在河畔餐厅用晚餐,同时观赏游艇穿梭的夜间河景,沉迷于曼谷主要河流的美景中。

旅游指南

• 乘坐湄南河快船游玩曼谷,快船每天营业,橙旗快船暖武里—拉差思孔寺路线,时间为06.00-19.00,船费15泰铢,此外,早上和下午还增加黄旗和绿旗快船服务,更多详细请至www.chaophrayaexpressboat.com

• 除外,蓝旗快船为游览快船,沿着湄南河行驶,停靠连接着景点的8个码头,包括沙吞码头、曼谷河城购物中心码头、廊1919码头、叻差翁码头、帕空鲜花市场码头、黎明寺码头、玛哈拉码头、帕阿提码头,每30分钟一班船,09.00-17.30从沙吞码头至帕阿提码头,09.30-18.00从帕阿提码头至沙吞码头,船票全天180泰铢/人,更多详细至www.chaophrayatouristboat.com