สองพระราชวังคู่ขวัญ (Elegant Seaside Palaces) 
最受欢迎的两处行宫 
สถาปัตยกรรมทรงเสน่ห์เมืองเพชร 

Words & Photos: Kemarin Rochanarat

เพชรบุรี เมืองเก่าแก่ที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงโปรดเสด็จมาประทับแปรพระราชฐานบ่อยครั้ง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ ปัจจุันเมืองตากอากาศในอดีตยังทรงคุณค่าเพราะเป็นที่ตั้งของพระราชวังสององค์ ซึ่งสร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว อันมีสถาปัตยกรรมซึ่งสะท้อนถึงคุณลักษณะของบุรุษและอิสตรีที่เลิศหรูโดดเด่น

พระราชวังรามราชนิเวศน์ หรือพระราชวังบ้านปืน สูงสง่าโอ่อ่า หลังคาทรงสูรูปโดมตั้งตระหง่านล้ำสันราวกับสรีระของเอกบุรุษ สร้างในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อาคารสไตล์เยอรมันอาร์ตนูโว เรียกว่าจุงเกนสติล (Jugendstill) เขียนแบบโดยคาร์ล ดอห์ริง สถาปนิกชาวเยอรมันได้แบบแผนมาจากพระตำหนักพระเจ้าไกเซอร์แห่งเยอรมนี เน้นแนวตั้งของเพดาน หน้าต่าง ประดับด้วยศิลปะเหล็กดัด กระจกสีสเตนกลาส ลวดลายเส้นตรงและทรงเรขาคณิต ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งล้ำสมัย ห้องโถงกว้าง และบันไดวนขึ้นสู่ชั้นบนทั้งสองข้าง ดูมีระเบียบวินัยเปรียบดั่งชายชาติทหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ภายในค่ายรามราชนิเวศน์ สงบร่มรื่นไปด้วยต้นมะฮอกกานีอายุกว่า 108 ปี ปลูกเรียงกันเป็นแถวริมถนน

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มีความอ่อนช้อยงดงามดุจเรือนร่างสตรีเพศ ได้รับขนานนามว่า “พระราชนิเวศน์แห่งความรักและความหวัง” เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2466 เป็นพระตำหนักสองชั้นใต้ถุนสูง สร้างด้วยไม้สักทองแบบเรือนไทยผสมยุโรป หลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยกระเบื้องว่าว ประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายวิจิตรตระการตา ผนังสีฟ้าน้ำทะเลสดใสตัดกับสีครีมอ่อนหวาน เน้นความโปร่งโล่ง หน้าต่างมีบานเกล็ดให้ลมทะเลทะลุลอดผ่านระบายความร้อน พร้อมกับโคมไฟแชนเดอเลียและเครื่องแขวนกรองดอกไม้หอม เน้นความเป็นไทย พระราชวังริมทะเลอ่าวไทยนี้ เขียนแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลี่ยน แอร์โกเล มันเฟรดี ตามแบบที่ทรงร่างด้วยฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับตากอากาศ อันกลมกลืนกับสภาพภูมิอากาศและธรรมชาติแวดล้อม ทั้งยังมีระเบียงทางเดินยาวทอดตัวจากตัวอาคารไปสู่ชายหาดท่ามกลางสวนสวยใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ ตกแต่งด้วยน้ำพุ ไม้ดอกไม้ประดับ ให้ผู้มาเยือนเดินเล่นได้ตามอัธยาศัย อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณซึ่งพระราชทานให้เขตพระราชฐานแห่งนี้เป็นสถานที่พักผ่อนของปวงประชาจวบจนทุกวันนี้

Elegant Seaside Palaces
Balancing Masculine & Feminine Design

Thailand’s Petchburi province is the first southern province to have a popular coastal beach town. The historic seaside town is also known as Petchburi and is located 186 kilometers from Bangkok, making it easily accessible by train.

Not only is the area rich in local culture, it is also home to two prominent summer palaces that once belonged to King Rama V and King Rama VI. Because the town was the Chakri dynasty’s favorite oceanside getaway, the palaces were beautifully designed and appointed.

The Phra Ram Ratchaniwet Palace, colloquially known as “Baan Puen Palace”, and the
Maruekhathaiyawan Palace, display dual-gender aesthetics. The architecture and design of the two locales combine masculine austerity as well as feminine grace in a beautiful way.

Surrounded by mahogany trees as much as 108 years old, the structure of Baan Puen Palace was heavily influenced by the German Kaiser’s royal residences.

Carl Dohring, a leading German architect, designed the two-story edifice in the early 20th century. Architecturally avant-garde, the palace’s proud, rigid lines contrast with crystalline surfaces, thanks to a carefully chosen mix of building materials: glass, wrought-iron, steel, and stone, exhibiting a typically masculine quality.

Its notably European dome roof is in the style of Art Nouveau, a style also known by its German name Jugendstil. The dome features the transformation of floral patterns into a more abstract, geometric design. Dark wood built-in closets, paneling, fish scale motif floor tiles and spiral staircases create an orderly and highly regimented feel for the living quarters located within the military barracks.

Meanwhile, the seaside palace of Maruekhathaiyawan, also known as the “Palace of Love and Hope”, features wonderful, cross-cultural architectural designs. Built in 1923, the royal abode was designed by King Rama VI himself with the assistance of an Italian architect, Ercole Manfredi, and was oriented to the coast of the Gulf of Thailand. Golden teak wood was carved into lace-like lattice work, and is utterly exquisite; light raised floors and neo-classical verandas altogether express a more “feminine” delicateness.

Inspired by the image of a beautiful, elegantly-adorned woman, King Rama VI and Manfredi incorporated a sky-blue color and a beautiful cream on painted wooden surfaces to frame the tall ceilings of the halls, which were then ornamented with chandeliers. Floral garlands were also hung by the windows to introduce a symbol of Thainess into an otherwise Western structure.

Walkways stretch out towards the sea, through a well-manicured garden, complete with water fixture. The shade of age-old trees, a feature of both palaces, invite leisurely strolls and lingering views of beautiful scenery.

最受欢迎的两处行宫

碧武里府是泰国一座历史古城,自大城王朝至却克里王朝时期国王常御驾亲临,如今成了很有价值的皇家行宫,这里有拉玛五世和拉玛六世建造的两座宫殿,体现出当时极具奢华特征的建筑。

Phra Ratchwang Ram Ratchaniwet行宫位临碧武里河边,造型古典宏伟,是20世纪初的德国新艺术风格,由德国建筑师Karl Deurring设计建造的。整个建筑设计注重垂直吊顶,配上呈直线和几何形状的艺术彩绘玻璃窗户,给人强大先进的感受。大厅很宽敞,环绕两旁楼梯着直达楼上,很有秩序犹如国家军队。行宫外路两旁种植有108年历史的大叶桃花心木,郁郁葱葱的守护这片土地。

爱与希望之宫(Maruekhathaiyawan Palace)建于1923年,是一座以泰国上等柚木支撑而起的木制高脚宫殿,既含有传统泰式建筑风格,也充满富丽华美欧洲感觉,行宫呈四坡屋顶,以淡蓝墙面和鹅黄柱子为基调,搭配上红色的屋顶,给人清新舒适的感觉。爱与希望之宫是意大利建筑师Airgood Manfredi设计,由拉玛六世王所建的。行宫之间由长廊连接在一起,从陆上延伸至海滨,华丽而安详。大树荫下的美丽花园,在奔放的喷泉和绚丽的花儿衬托下,这个开放式行宫让到访的平民和游客们的心不由自主的安静下来。