ผ้ามัดหมี่ขอนแก่น งามผ้าไทย ลือไกลไปทั่วโลก (Khon Kaen Mudmee: Worlds renowned Thai Fabrics)
享誉世界之孔敬扎染泰

เมื่อเอ่ยถึงผ้ามัดหมี่ หรือผ้าไหมมัดหมี่ ย่อมต้องนึกถึงขอนแก่นเป็นจังหวัดแรกด้วยเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ของการทอผ้ามัดหมี่หยั่งลึกยาวนานมากว่า 200 ปี และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของการทอผ้ามัดหมี่อย่างแท้จริง จนได้รับกรประกาศให้เป็นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยลือไกลไปทั่วโลก

Words: Piyalak Nakayodhin
Photos: Poppon Kasemsan Na Ayutthaya

ความงดงามของผ้ามัดหมี่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้รับการประกาศจากสภาหัตถกรรมโลกให้เป็นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่ประจำปี พ.ศ. 2561 นั้น ถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวขอนแก่นอันเกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น หอการค้าจังหวัดขอนแก่น สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น ภายใต้การสนับสนุนโดย ดร.สมศักดิ์ จังตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และดร.สุภีร์ โรจนวงศ์ นายกสมาคมการค้าส่งเสริมหัตถกรรมไทย ที่ช่วยผลักดันให้เกิดขึ้นจนสำเร็จทำให้คุณค่าแห่งงานหัตถกรรมผ้ามัดหมี่ ซึ่งเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแนบแน่นได้สืบสานยืนยาวต่อไป

คำกล่าวที่ว่า “ยามว่างจากนา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน” น่าจะสะท้อนถึงวิถีชีวิตชาวอีสานที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ดี หลังว่างจากงานทำนาก็ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกฝ้ายเพื่อนำเส้นไหมและฝ้ายมาทอผ้ามัดหมี่ใช้ในครัวเรือน ตลอดจนสวมใส่ในงานประเพณีต่างๆ และเก็บเป็นมรดกให้ลูกหลาน สตรีอีสานจึงเรียนรู้การทอผ้าจากรุ่นสู่รุ่นจากผู้เป็นแม่หรือยาย แม้การทอผ้าคือวิถีที่ทำกันมานานในหลายจังหวัด หากแต่แหล่งวัตถุดิบจะอยู่ที่ขอนแก่น ทำให้มีเกษตรกรผู้ปลูก ช่างทอผ้า ฟอกผ้า ย้อมสี ตลอดจนร้านค้าไหมและผลิตภัณฑ์จากหม่อมไหมมากมาย รวมไปถึงผ้ามัดหมี่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว

ลวดลายผ้ามัดหมี่ขอนแก่นส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวันอย่างพืช สัตว์ เครื่องมือเครื่องใช้ และความเชื่อทางศาสนา เช่น ลายกง ลายโคม ลายหมากจับ ลายดอกคูน ลายขอพระเทพ ลายขันหมากเบ็ง ลายนาคเกี้ยว จึงมีการจำแนกลายหมี่พื้นฐานหรือแม่ลายได้ 7 ลาย คือ ลายหมี่ข้อ ลายหมี่โคม ลายหมี่บักจับ ลายหมี่กง ลายหมี่ดอกแก้ว ลายหมี่ขอ และลายหมี่ใบไผ่ โดยแม่แบบลายเหล่านี้ยังมีการต่อยอดนำมาออกแบบลวดลายให้ร่วมสมัยและสร้างสรรค์ลายใหม่เพื่อตอบรับตลาดที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ

ขณะเดียวกันผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นยังได้เสนอแนวคิดร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านผ้าทอมือ พัฒนาลวดลายผ้าประจำจังหวัด พร้อมกับจัดประกวดตั้งชื่อ ได้ชื่อลายว่า “ลายแคน แก่นคูน” อันเป็นลายสะท้อน 7 อัตลักษณ์ของเมืองขอนแก่น คือ ลายแคน สัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์, ลายโคม การสืบทอดภูมิปัญญาวัฒนธรรม, ลายกง อาณาเขตที่ได้รับการอารักขาให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยตลอดไป และลายบักจับหรือหมากจับ คือความรัก ความสามัคคีของชาวขอนแก่น โดยที่มาของชื่อนั้นมาจาก แคน-เสียงแห่งมนต์เสน่ห์ของขอนแก่น. แก่น-มหานครขอนแก่น และหมายถึงแก่นแท้อันเป็นที่มาของลาย และคูน-ต้นไม้ของพระราชา ดอกไม้ประจำจังหวัดขอนแก่น ซึ่งนับตั้งแต่เกิดลายผ้าประจำจังหวัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ก็ได้กลายเป็นลายยอดนิยมที่มีผู้คนสั่งทอผืนแล้วผืนเล่า

บนถนน “เส้นทางสายไหม” พาผู้คนเข้าถึงแหล่งผลิตที่อำเภอชนบท จุดศูนย์กลางผ้ามัดหมี่ของขอนแก่น กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านหัวฝาย นำโดยแม่บุญสิน ราษฎร์เจริญ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแหล่งเรียนรู้ สาธิตขั้นตอนการผลิตไหม ทอผ้าไหมออกมาเป็นผืนพร้อมจำหน่าย โดยจุดเด่นอยู่ที่เส้นไหมคุณภาพดี การย้อมสีด้วยวัตถุดิบธรรมชาติและฝีมือทอประณีต สวยงาม ทนทาน ขณะที่กลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย นำโดยแม่สุภาณี ภูแล่นกี่ จัดตั้งวิสาหกิจชุมชน รวบรวมผ้าทอจากช่างทอในพื้นที่มารวมศูนย์เพื่อความสะดวกในการซื้อขาย โดยนอกจากผ้ามัดหมี่ลายพื้นฐาน ยังคิดค้นนวัตกรรม “ไหมแต้มหมี่” ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการต้มย้อมหลายรอบเพื่อให้ได้สีตามต้องการ ทั้งก่อให้เกิดผืนผ้าลายเอกลักษณ์ใหม่ของบ้านหัวฝาย

ที่บ้านหนองบัวน้อย อำเภอพล ชุมชนท่อเที่ยวโอทอป นวัตวิถี เป็นศูนย์เรียนรู้ที่จะได้เห็นกระบวนการครบวงจรตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ต้มไหม สาวไหม จากนั้นนำเส้นไหมไปกรอ ปั่นตีเกลียว มัดทำใจไหม ฟอกย้อม ก่อนเข้าสู่กรรมวิธีการทอที่ต้องใช้เส้นไหม 2 ชุด คือเส้นไหมยืนกับเส้นไหมพุ่ง โดยเส้นไหมพุ่งนี้นำมามัดลวดลายและย้อมสี ที่เรียกว่า “มัดหมี่” คือการประดิษฐ์ลวดลายให้เกิดบนผืนผ้า ด้วยการใช้เชือกมัดเส้นไหมส่วนที่ไม่ต้องการให้ติดสีเวลาย้อมเป็นเปลาะ ภายใต้ขั้นตอนจากมัด-ย้อม-โอบ-ถม แล้วจึงแก้หมี่ คือแก้เชือกที่มัดหมี่แต่ละลำออกหลังจากย้อมแต่ละครั้ง ดังนั้นกว่าจะได้ผ้ามัดหมี่แต่ละผืน ช่างทอจึงต้องวางแผนการทออย่างละเอียดลออ อันนับเป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสูง

สำหรับสีที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของผ้ามัดหมี่ ขอนแก่น คือสีม่วง สีแดง สีเขียว สีเม็ดมะขาม แต่เอกลักษณ์ของบ้านหนองบัวน้อยจะอยู่ที่ชายผ้าถุงเป็นสีกลีบบัว รวมถึงเป็นแหล่งต้นกำเนิดลาย “ฮีต 12” ที่เล่าถึงจารีตประเพณีอีสานประจำ 12 เดือน โดยสอดแทรกวิถีชีวิตชาวหนองบัวน้อยลงไปในผืนผ้าทอ เช่นเดียวกับผ้ามัดหมี่ของหลายกลุ่มในจังหวัดที่มีการติดสัญลักษณ์นกยูงเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพ โดยทำคิวอาร์โค้ดให้สแกนข้อมูลสินค้า ย้อนกลับไปถึงแหล่งผลิต วัตถุดิบ พันธุ์ไหม และชื่อช่างทอผ้า อันบ่งบอกถึงสถานะ คุณค่า และความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอ ที่ส่งให้จังหวัดขอนแก่นเป็นเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้ามัดหมี่ จนลือไกลไปทั่วโลกในเวลานี้

  • กลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่บ้านหัวฝาย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โทร. 081 729 6025
  • กลุ่มสตรีสหกรณ์บ้านหัวฝาย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น โทร. 087 949 6413
  • ชุมชนบ้านหนองบัวน้อย อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น โทร. 085 646 3008, 064 709 3657

Khon Kaen Mudmee: Worlds renowned Thai Fabrics

Mention Mudmee (IKAT) or Madmee Silk, what comes to mind is Khon Kaen. The province has a long history of textile weaving dating back 200 years. thanks to its rich traditional textile heritage, Khon Kaen was recognised in 2018 by the World Craft Council as “World Craft City for Mudmee”, thrusting Thailand into the international limelight.

Khon Kaen’s agricultural society boasts a saying that goes: “At the end of the rice farming season, women weave textiles, men make handicrafts.” Farmers engage in mulberry, silkworm and cotton farming to produce silk and cotton yarns for mudmee weaving chiefly for home use. The fabrics are usually considered priceless gifts for their children. Isaan women learn various weaving techniques that have been passed down over generations. Though textile weaving is common practice in Isaan, the centre of raw materials is in Khon Kaen. The province boasts plentiful silk shops and mulberry and silk products including unique mudmee silk textiles.

Pattern designs of Khon Kaen mudmee are inspired by common sights and religious beliefs, such as plants, animals and equipment. There are 7 major pattern designs: mee kho, mee khome, mee bak jab, mee kong, mee dok kaew, mee khor and mee bai pai.

Khon Kaen Governor Dr Somsak Changtragul initiated a scheme to develop and promote Khon Kaen’s official pattern known as “Khaen Kaen Khoon” that is a combination of the 7 common patterns of Khon Kaen textiles: khaen, dok khoon, pan bai sri, khor, khome, kong and bak jab (mak jab). The name of the official pattern is made up of 3 words: “khaen” (the province’s symbolic bamboo music regarded as Isaan’s “King of Music”), “kaen” (the name of the province, meaning “core”, regarded as “King of Isaan”) and “khoon” (the golden shower flower, the province’s official symbol regarded as “King of Trees and Flowers”).

Khon Kaen’s “Silk Road’ leads to Chonnabot district, the centre of mudmee production. The Group of Women Weavers at the Ban Hua Fai Cooperative, led by Boonsin Ratcharoen, spearheads efforts to preserve local weaving wisdom by setting up a learning centre that exhibits the processes of mudmee silk production. Their mudmee textiles are known for their high quality silk thread, the use of natural dyes, and the subtle weaving skills of weavers and their beauty. The Mudmee Weaving Group at Ban Hua Fai, led by Supanee Phoolankee, has set up a community enterprise offering textiles created by weavers in the local area. Besides mudmee textiles with basic patterns, the products here are highly innovative, including “taem mee” silk that features unique patterns.

The OTOP tourism community of Ban Nong Bua Noi village in Phol district operates a learning centre that offers a comprehensive tour of mudmee silk production, from mulberry and silkworm farming and silk cocoon boiling to yarn making, tie-dyeing and weaving. The processes of textile weaving need a lot of advance planning.

The signature colours of Khon Kaen mudmee silk textiles are violet, red, green and tamarind brown. But the signature colour of mudmee silks from Ban Nong Bua Noi village is that of lotus petals that adorns the bottom edge of mudmee sarongs. The signature pattern of this village is called “Heat 12” that tells the story of traditional Isaan customs for each of the 12 months. The pattern also reflects the locals’ way of living. Likewise, mudmee products from weaver groups in the province carry a label with an image of the peacock as a quality guarantee. The label has a QR code that can be scanned to access information about the product’s place of production, raw materials, silk species and the name of the weaver. Mudmee silk textiles are a status symbol that reflects the value and identity of Khon Kaen’s renowned homespun textiles.

 

  • The Mudmee Weaving Group at Ban Hua Fai is in Chonnabot district, Khon Kaen. Call 081 729 6025
  • The Group of Women Weavers at Ban Hua Fai is in Chonnabot district, Khon Kaen. Call 087 949 6413
  • The Ban Nong Bua Noi community is in Phol district, Khon Kaen. Call 085 646 3008, 064 709 3657

享誉世界之孔敬扎染泰

孔敬扎染泰丝已有超过200历史,且作为地方文化遗产,让孔敬被评为扎染泰丝之世界手工艺品城市,给泰国塑造全球美誉

凭借政府和私营部门的合作及推动之下,世界手工艺理事会将孔敬府评定为2019年扎染泰丝之世界手工艺品城市,让与村民的生活息息相关的扎染泰丝的价值持续升值。

“耕田停顿,女编,男织”反映了伊森村民的农业生活,以种田为主,种桑和棉为辅,他们将丝线和棉花来织成扎染泰丝,并把编织手艺一代代传下去。孔敬作为生产扎染泰丝的原材料地,使得这里拥有许多丝绸及桑蚕产品店铺。大部分的孔敬扎染泰丝的花样受到日常生活中能见到的灵感而启发,如金链花、月橘花和竹叶等。

孔敬府君颂萨·张达坤博士与编织工匠以孔敬的主要特色的“排竹笙声,孔敬,金链花”作为启发点,提出扎染泰丝独特花样的发展思路,从而成为扎染泰丝的流行花样。

在“丝绸路”之上,四通八达,人们可方便前往位于春那博县的孔敬扎染泰丝中心邦华凡村妇女合作团体,这里展示丝绸生产和扎染泰丝编织的过程,他们的扎染泰丝产品使用高品质丝线、天然染色和精致编织手艺。另外,邦华凡村的扎染泰丝编织团体作为社区企业,汇集了社区内的扎染泰丝产品来销售并创新“补色技术”,从而减少染色时间和创造出新颖的扎染泰丝花样。

蓬县邦农卜诺村一村一特产社区是展示制作扎染泰丝的整个过程的一站式学习中心,从种植蚕丝直到生产出扎染泰丝,呈现出扎染泰丝的精致及高级手艺的智慧。

孔敬扎染泰丝的主要染色为紫色、红色、绿色等,而邦农卜诺村的独特染色还有莲花瓣的颜色和阐述伊森地区每个月的传统习俗和当地村民生活的“12核”颜色。孔敬府的扎染泰丝具有孔雀标志作为质量认证标志,提供二维码查询产品息,包括产地、材料等,体现出织品的价值和特色,而这亦让孔敬府确实作为世界闻名的扎染泰丝之世界手工艺品城市。

 

  • 孔敬府春那博县邦华凡村扎染泰丝编织团体,电话:081 729 6025。
  • 孔敬府春那博县邦华凡村妇女合作团体,电话:087 949 6413。
  • 孔敬府蓬县邦农卜诺村社区,电话:085 646 3008, 064 709 3657。
Show Buttons
Hide Buttons