ลอยกระทง สีสันแห่งสายน้ำใน 3 จังหวัด (Loy Krathong: The Colour of the River across 3 Provinces) 
“水灯节”—— 3城流域之绚丽节日

WORDS & PHOTOS : CHATON CHOKPATTARA

“วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริงวันลอยกระทง…” เชื่อว่าเราชาวไทยแทบทุกคนคงจะคุ้นหูกับเพลงนี้ เพราะเป็นเพลงที่เปิดกันทุกหัวระแหง ในวันเพ็ญเดือนสิบสองพระจันทร์เต็มดวง หรือที่รู้จักกันว่า ‘วันลอยกระทง’

วันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกปี ในช่วงนั้นตามแม่น้ำลำคลองและสายน้ำทั่วสยามประเทศจะสว่างไสวมลังเมลืองไปด้วยโคมประทีปแสงเทียนจากกระทงน้อย รวมถึงการจุดพลุตะไลไฟพะเนียงเฉลิมฉลองกันอย่างคึกคักสะท้อนถึงความผูกพันของชาวสยามที่มีต่อสายน้ำซึ่งหล่อเลี้ยงวิถีไทยมาเนิ่นนาน

ในช่วงวันลอยกระทงทุกจังหวัดของไทยล้วนมีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นพร้อมๆ กันโดยมีไฮไลท์อยู่ในช่วงค่ำคืน ซึ่งผู้คนจากทั่วสารทิศ ทั้งเด็กเล็กเด็กโต หนุ่มสาวผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างจูงมือกันไปยังริมสายน้ำใกล้บ้าน พร้อมด้วยกระทงน้อยในมือที่มีการตัดเล็บและเส้นผมใส่ลงไปพร้อมกับเหรียญเงิน กระทงพื้นบ้านของไทยแต่เดิมจะประดิษฐ์กันเอง โดยใช้ต้นกล้วยเป็นฐานลอยน้ำได้ ประดับขอบด้วยใบตองพับเลียนแบบกลีบบัว ส่วนตรงกลางใส่ข้าวตอกดอกไม้และปักธูปเทียนเอาไว้ ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นเครื่องสักการะแสดงความเคารพบูชารวมถึงการขออภัยต่อพระแม่คงคาที่ผู้คนได้ล่วงเกิน หรือใช้ประโยชน์อุปโภคบริโภคกันมาตลอดปี

ประวัติของประเพณีลอยกระทงในแดนสยามนั้นยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนนักเพียงแต่รู้กันว่ามีจัดขึ้นในประเทศอินเดียก่อน จากนั้นเราก็รับเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องราวของนางนพมาศ ผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรกก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันมีเพียงภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่สืบค้นย้อนไปได้ถึงภาพการลอยกระทงและการประดิษฐ์กระทงขึ้นในเทศกาลนี้ อย่างไรก็ตามตำนานของ ‘นางนพมาศ’ ในสมัยสุโขทัยก็ดูจะมีอิทธิพลที่สุดสำหรับการลอยกระทง

เล่าขานกันว่าสมัยพ่อขุนรามคำแหงมีนางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก แต่เดิมเรียกพิธีนี้ว่า ‘จองเปรียง’ ลอยเทียน
ประทีป นางนพมาศได้นำดอกโคทมซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสอง มาใช้ใส่เทียนประทีป ดังปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์กล่าวถึงพระดำรัสของพระร่วงว่า “แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสองให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน”

คงจะด้วยอิทธิพลของตำนานดังกล่าวกระมัง ทุกวันนี้งานเทศกาลลอยกระทงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ในเขตเมืองเก่าสุโขทัย (ซึ่งได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกด้วย) จึงยิ่งใหญ่ คึกคัก และมีสีสันที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ เพราะจัดต่อเนื่องกันไม่น้อยกว่า 5 วัน 5 คืนทุกปี โดยมีตั้งแต่พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์รับรุ่งอรุณแห่งความสุข ต่อด้วยพิธีบวงสรวงอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง พร้อมด้วยการประกวดกระทงเล็ก พนมหมาก และพนมดอกไม้แต่ไฮไลท์ของงานก็คือขบวนแห่ยาวเหยียดเต็มไปด้วยกระทงเล็ก โคมชัก โคมแขวนพนมหมาก พนมดอกไม้ และกระทงใหญ่อันมีสีสัน และละเอียดประณีตจนน่าตื่นตะลึง ในขบวนแห่มีนางนพมาศที่แต่ละคุ้มส่งเข้าประกวดประชันกันด้วยต่างแต่งกายย้อนยุคมาเต็มที่ ทำให้บรรยากาศในช่วงนั้นเหมือนเราได้ย้อนกลับไปในสมัยสุโขทัยจริงๆ

นอกจากขบวนแห่อันยิ่งใหญ่อลังการแล้ว บริเวณจัดงานยังมีหมู่บ้านไทยย้อนยุคจำลอง มีพวกเด็กๆ แต่งตัวแบบโบราณมาแสดงการละเล่นพื้นบ้านที่หาดูได้ยากให้ชม ไม่ว่าจะเป็นมอญซ่อนผ้างูกินหาง หรือขี่ม้าก้านกล้วย ฯลฯ ส่วนในยามค่ำคืนเป็นเวลาที่ทุกคนรอคอยเมื่อมีการแสดงแสงสีเสียงที่บริเวณสระน้ำวัดสระศรี (ตระพังตระกวน) พร้อมจุดพลุตะไลไฟพะเนียงอย่างยิ่งใหญ่อลังการ จนทั่วอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผู้คน
เรือนหมื่นทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างหลั่งไหลเข้ามาลอยกระทง และพากันเก็บภาพประทับใจอย่างสนุกสนานเพื่อบอกต่อถึงวิถีอันงดงามนี้

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ขณะที่สายน้ำในเมืองเก่าสุโขทัยกำลังสว่างไสวไปด้วยกระทงนับหมื่นนับแสนใบ ที่จังหวัดตากซึ่งถือเป็นภาคเหนือตอนล่างก็กำลังคึกคักไม่แพ้กัน เพราะมีการจัดงาน‘ลอยกระทงสายไหลประทีป 1,000 ดวง’ ทำให้แม่น้ำปิงในช่วงเวลานั้นสว่างไสวชวนให้ไปเยี่ยมเยือน

ประเพณีลอยกระทงสายของจังหวัดตาก เป็นประเพณีที่นำเอาพระพุทธศาสนา ภูมิปัญญาชาวบ้าน และงานศิลป์มาหลอมรวมกันจนเกิดรูปแบบไม่เหมือนที่ใดๆ ถือได้ว่าเป็นประเพณีหนึ่งเดียวในสยาม เพราะส่วนประกอบของกระทงจะใช้กะลามะพร้าว วางดวงประทีปเล็กๆลงไป ปล่อยให้ลอยเป็นสายต่อเนื่องลงสู่ลำน้ำปิงในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านจังหวัดตากมีสันทรายใต้น้ำอยู่ ทำให้เกิดเป็นร่องน้ำเลี้ยวลดคดโค้งสวยงามตามธรรมชาติ กระทงก็จะไหลไปตามร่องน้ำเป็นสายยาวต่อเนื่องของแสงไฟระยิบระยับ สวยงามราวเทพนฤมิต จังหวัดตากจึงมีการพัฒนารูปแบบจากการลอยกันเองเฉพาะในชุมชนมาเป็นการแข่งขันลอยกระทงสายอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งนี้การลอยกระทงสายจะจัดงานกันยาวนาน 5-7 วัน ทำให้เราเข้าไปสัมผัสได้อย่างเต็มอิ่ม

ปิดท้ายประเพณีลอยกระทงกันที่เชียงใหม่ เมืองหลวงแห่งล้านนา ซึ่งมีการลอยกระทงสวยงามไม่เหมือนใครเพราะนอกจากจะมีการทำกระทงลอยในสายน้ำปิงแล้ว ยังมี ‘การลอยโคมยี่เป็ง’เราคงจะคุ้นตากับภาพโคมลอยนับหมื่นใบลอยขึ้นพร้อมกันบนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่นี่

Loy Krathong : The Colour of the River across 3 Provinces

NOVEMBER FULL MOON SHINE LOY KRATHONG LOY KRATHONG AND THE WATER’S HIGH IN LOCAL RIVER AND THE KLONG LOY KRATHONG IS HERE AND EVERYBODY’S FULL OF CHEERS

One of the most popular songs Thai people are familiar with, “Loy Krathong” wafts to the air during the Loy Krathong Festival that is celebrated throughout Thailand on the full moon night of the 12th month of the traditional Thai lunar calendar. During the festival, rivers and canals across the country are brightly lit up by illuminated paper lanterns and flickering candles from the krathongs or small round-shaped floats made from banana leaves and decorated with candles, incense sticks, blossoms and coins. The festival reflects the Siamese way of life that was once closely intertwined with the rivers and canals.

Originally, krathongs were fashioned from lightweight natural materials such as sliced banana tree trunks and adorned with banana leaves folded into a lotus-inspired shape. In the krathong are auspicious offerings for Kongka (aka Ganga), the Water Goddess: roasted
rice grains, flowers, incense sticks and candles. The offerings symbolise a gesture to apologise to the Water Goddess for man’s offenses against the rivers and thank her for fertility.

The origin of the Loy Krathong Festival in Siam remains obscure, and so does the story of Nang Noppamas. Evidence shows it was originally practised in India and later borrowed by Thais.

Temple murals depicting Nang Noppamas date to the early Rattanakosin (Bangkok) period. More convincing evidence traces the origin of Nang Noppamas way back to the Sukhothai period, which is a widely accepted belief.

Noppamas, aka Thao Sri Chulalak, is credited with having created the first krathong during the reign of King Ramkhamhaeng.

With Sukhothai being the birthplace of the Loy Krathong Festival, the former capital of the Thai kingdom hosts the biggest and grandest festival lasting for five days and five nights. The day begins with locals offering alms to Buddhist monks in the morning and holding ceremonies to accord King Ramkhamhaeng with full honours. The real highlight of the Sukhothai festival is the carnival processionbconsisting of revellers showing off their elaborately designed krathongs, paper lanterns and fancy floats decorated with flowers. Atop these floats are pretty lasses clad in vintage costumes perched atop competing in the Nang Noppamas beauty contest.

The Loy Krathong Festival in Sukhothai includes a display of a makeshift vintage Sukhothai-style village with children in old-fashion outfits performing rare traditional children’s games. At night, a son et lumière show at the lawn near the pond of Wat Sasri tells the story of Thao Sri Chulalak and wraps up with a massive firework display at the Sukhothai Historical Park.

Over in Tak province, locals annually celebrate “Loy Krathong Sai with 1,000 Candles” that gloriously lights up the Ping River. Held over five to seven days, the festival is called Loy Krathong Sai (line) because the illuminated krathongs – fashioned from coconut shells – are spotted floating in file creating a single streak of lights in the water.

The drifting krathongs in the Ping River look like an illuminated procession. Sand that has silted up in the river has created different narrow channels. As a result krathongs that have been released from the same spot tend to file into a single line and snake their way through a narrow channel.

Meanwhile, the Lanna-style Loy Krathong Festival in Chiang Mai take places over a three-day period. During the festival, revellers float krathongs in the Ping River and set illuminated yi peng or paper lanterns aloft into the night sky.

The first day of the festival, or Wan Da (the spending day), sees locals out shopping for the offerings for Buddhist monks. The  second day begins with a sermon preached by a monk, followed by the coming together of locals to make big krathongs for a display in the middle of the local temple’s ground. On the third day, revellers make small krathongs to be set afloat in the Ping River as well as paper lanterns to be released into the night sky. These big lanterns – hot-air balloons fashioned from wood and paper – are believed to carry away bad luck.

Chiang Mai’s Yi Peng Festival is held at Lanna Dhutanka in Sansai district, and at night tens of thousands of illuminated paper lanterns are set afloat, brightening up the night sky. As the festival attracts a huge turnout, revellers come to reserve their own spots in the late afternoon for launching sky lanterns. In the city centre, revellers float the krathongs at either Tha Phae Gate or the Navarat Bridge.

TRAVELLERS’ GUIDE
When to go: This year’s Loy Krathong Festival is officially held at different venues in Thailand on November 22. However, the dates of festivities mayslightly vary in some provinces.

What to prepare : Environmentally friendly krathongs are available for purchase or can be made on your own from biodegradable materials. For safety reasons, visitors should take extra care when visiting places where fireworks and firecrackers are used.

For more info, call the TAT in Chiang Mai at 0 5324 8604-5, TAT in Sukhothai at0 5561 6228-9 and TAT in Tak at 0 5551 4341-3.

“水灯节”—— 3城流域之绚丽节日

每年泰历12月上玄月15,也就是每年公历11月份,为众人皆知的 “水灯节”。在此期间,泰国各地凡是濒临河港或流域皆飘满了水灯,天空中闪烁着璀璨的烟花,气氛十分热闹,体现了泰国人与河流的亲密关系。

水灯节期间,泰国各府均为该节日举办庆祝活动,特别是在夜间, 总是越晚越热闹,大家都拿着水灯在河畔聚集。泰国当地水灯是以香蕉干的圆茎块为底部,水灯才能够漂浮于水上,并将香蕉叶片制成荷花瓣形来修饰,中间置入花朵,在插上香烛,以表示对河神的感激之情。

关于水灯节的起源,还没有一个较权威的依据,莫衷一是,只知印度已有举行其节日之记载,之后泰国便引进来。据传说 ,干烹国王的素可泰时期,娜诺帕玛丝贵妃是第一位创造水灯者,她使用盛开的荷花,插上香烛,放在水里,供奉水神。或许是受到其传说的影响,使得今日素可泰的水灯节十分壮观热闹,可以说是泰国举办水灯节的最热闹非凡之地,每年的节日举办活动连续5日5夜,活动包括如斋僧行善、供奉干烹国王纪念像、水灯设计比赛以及花车旅行。除外,在素可泰历史遗迹公园中举办水灯活动,有着当地传统各种表演,而在夜间,将举办盛大演出,完美重现素可泰王朝的光辉历史。

与此同时,在来兴府也因其节日的“千盏水灯齐漂” 活动而欢腾热闹,让滨河艳丽照亮,吸引人们的到来。来兴府的水灯节将佛教、当地智慧及艺术品相融合,成为独特的传统节日,水灯使用椰子壳,里面放入小灯,沿着滨河的弯曲水道连续漂流,呈现出仙境般的画面。其 “千盏水灯齐漂” 活动连续举行5至7天。

清迈的水灯节也非常别致,与众不同,除了在滨河放水灯,还有举办孔明灯活动。孔明灯,即 “天灯”,活动将在每年泰历十二月十三至十五日期间的夜晚进行。天灯以竹片纸糊成的灯笼,点燃火,让它徐徐飘向天空,相信天灯会把厄运一起飘走,并向佛主献上敬意。

同时升空上万天灯,照亮了夜间黑暗的天空之绝妙景象,闻名世界,其活动每年将在讪赛县和清迈主城进行举办,受到众多观光游客的积极踊跃的参与。

不论在素可泰、来兴或清迈,所有泰国人都依旧因其节日而欢乐,继承了水灯节的美好习俗文化。

旅游指南
时间:今年水灯节将于2018年11月22日在泰国各府进行盛办,至于水灯节前的活动将取决于各府安排。预备: 备好与自然环境友好的水灯,且应对燃放烟花当心注意。

更多信息: 清迈府旅游局,电话:0 5324 8604-5 /素可泰府旅游局,电话:0 5561 6228-9 / 来兴府旅游局,电话:0 5551 4341-3。