หลวงพระบาง เสน่ห์ข้ามกาลเวลา (Luang Prabang The All-Time Favorite Town) 
琅勃拉邦跨越時間魅力的古典城市

สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับเมืองน้อยใหญ่ทั่วโลกล้วนประสบกับสัจธรรมความเปลี่ยนแปลงนี้ หลายเมือหายสาบสูญไปกับกาลเวลา ทว่ามีเมืองหนึ่งทางภาคเหนือของลาวที่มิได้ถูกกาลเวลากลืนกิน

เกียรติศัพท์ลือนามของ เมืองเชียงทอง ศูนย์กลางอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1300 ได้รักบารจารจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยงาม รุ่งเรือง และรุ่มรวยด้านอารยธรรมมากที่สุดของภูมิภาคอุษาคเนย์ กระทั่งได้มีการอัญเชิญ พระบาง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเชียงทอง เมืองเชียงทอง จึงได้เปลี่ยนนามเรียกขานเป็น หลวงพระบาง มาจนทุกวันนี้

ด้วยความหลงใหลในเสน่ห์ข้ามกาลเวลาของเมืองโบราณนี้ ทำให้ต้องเดินทางไปสัมผัสหลวงพระบางครั้งแล้วครั้งเล่าในทุกฤดูกาล แม้ทุกวันนี้จะมีแบ็คแพ็คเกอร์เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทว่าหลวงพระบางก็ยังคงเสน่ห์ของความเนิบช้า รอยยิ้มของผู้คนแสนใจเย็น ส่วนตัวเมืองที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกทั้งหมดนั้นก็ยังคงมีอาคารเก่ายุคโคโลเนียลสีขาวทอดยาวเรียงรายไปตามสองฝั่งถนนช่างคลาสสิกเหลือเกิน เช่นเดียวกับการเดินเล่นไปตามริมแม่น้ำคานและริมแม่น้ำโขง สองสายน้ำหลักที่โอบล้อมหลวงพระบางไว้ ก็จะทำให้เรารู้สึกเย็นกายเย็นใจ ได้พบเห็นวิถีชีวิตผู้คนริมน้ำ และเมื่อข้ามเรือเล็กไปฝั่งตรงข้ามสู่เมืองเชียงมั่นก็ยิ่งน่าประทับใจ เพราะจะได้ชมการฟ้อนรำและการขับทุ่มหลวงพระบางแท้ๆ ที่ร้านอาหารริมน้ำอันน่าอภิรมย์

หากถามว่ามาเยือนหลวงพระบางแล้วมีสถานที่ใดให้ชื่นชมบ้ง บอกตรงนี้เลยว่ามีมากมาย ใช้เวลาเที่ยวได้ตั้งแต่เช้าจรดเย็นไม่เบื่อแน่ ส่วนใหญ่จะเป็นวัดวาอาราม วังเก่า ตลาดพื้นบ้าน รวมถึงแหล่งผลิตงานหัตถกรรมต่างๆ อย่างผ้าทอและเครื่องเงิน คนที่รักชอบงานศิลปหัตถกรรมจึงไม่น่าพลาด

สถานที่แรกเสมือนแลนด์มาร์คสำคัญของเมือง คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หลวงพระบาง ซึ่งคนลาวเรียกว่าหอพิพิธภัณฑ์ ตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับทางไปวัดเชยงของมรดกโลกนั่นเอง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้แท้จริงแล้วเคยเป็นวังเก่าของกษัตริย์ลาว สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2447 สมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างสงศ์ สืบทอดต่อมาถึงสมัยเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวัฒนา กษัตริย์องค์สุดท้ายของลาว และหลังจากลาวเปลี่ยนระบบการปกครองแล้ว จึงแปรสภาพเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในห้ามถ่ายภาพ แต่อยากเล่าให้ฟังว่างดงามอลังการราวเทพนฤมิตรเลยทีเดียว โดยเฉพาะห้องท้องพระโรงที่ประดับกระจกสี อย่างสุดวิจิตรยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน

ยิ่งกว่านั้นด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ยังมี หอพระบาง อันเป็นสถานที่เก็บรักษาพระบาง พระเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง สร้างขึ้นด้วยศิลปะพุทธหลังบายน หล่อด้วยทองคำบริสุทธิ์ 90 เปอร์เซ็นต์ สูงประมาณ 40-50 เซนติเมตร ปางห้ามสมุทร (คนลาวเรยีก ปางประทานอภัย) โดยจะอัญเชิญพระบางออกมาให้ผู้คนสรงน้ำสักการะในวันปีใหม่ลาวเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับสงกรานต์ของไทย

จากพิพิธภัณฑ์ฯ ถ้าเรานั่งรถสามล้อ เดิน หรือปั่นจักรยานชิลชิลไปเรื่อยๆ ตามถนนสักกะลิน ในที่สุดด้านซ้ายมือก็จะถึง วัดเชียงทอง วัดมรดกโลกของยูเนสโก เป็นตัวแทนสุดยอดสถาปัตยกรรมช่างทุกแขนงของล้านช้าง โดยเฉพาะการจำหลักไม้เป็นภาพนูนสูง นูนต่ำ การลงรักปิดทอง และการประดับกระจกสีโบราณของวัดเชียงทองนั้นเข้าขั้นเอกอุบรรจงสร้างขึ้นด้วยช่างชั้นครู ที่คนปัจจุบันเห็นแล้วต้องอึ้งทึ่งไปเลย ไฮไลท์ห้ามพลาดชมของวัดเชียงทองคือพระอุโบสถใหญ่ สร้างขึ้นด้วยศิลปะล้านช้างแท้ๆ มีหลังคาเตี้ยซ้อนกัน 3 ชั้น ลงรักปิดทองทั้งหลังเหลืองอร่าม ส่วนบนสุดของหลังคามีช่อฟ้า 17 ช่อ บ่งบอกว่าเป็นวัดที่กษัตริย์สร้าง คือสร้างโดยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เมื่อสร้างแล้วก็ย้ายเมืองหลวงไปเวียงจันทน์ แต่วัดเชียงทองก็ยังได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ต่อมาทุกพระองค์ จึงยังงความงามดังที่ประจักษ์

ภายในพระอุโบสถมี พระองค์หลวง พระพุทธรูปสีทองอร่าม เก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักประดิษฐานเป็นองค์ประธาน ว่ากันว่าพระพักตร์ของพระองค์หลวงนั้นเปี่ยมเมตตากรุณา สงบเย็น น่าศรัทธามาก และอีกจุดที่ต้องไปชมให้ได้ คือผนังด้านหลังภายนอกอุโบสถ ที่ใช้กระจกสีนับหมื่นชิ้นสร้างสรรค์ขึ้นเป็นรูป ต้นไม้แห่งชีวิต หรือ Tree of Life ที่นอกจากจะแฝงไว้ด้วยปรัชญาความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังสื่อถึงพระนิพพาน หรือความว่างอันเป็นอนันต์นั่นเอง

วันคืนในหลวงพระบางผ่านไปอย่างรวดเร็วและเปี่ยมสุข ยามเย็นควรหาเวลาเดินขึ้นไปชมวิว พระอาทิตย์ตกบนยอดเขาของพูสี ซึ่งมี พระธาตุพูสี ประดิษฐานอยู่ด้วย ชาวหลวงพระบางเชื่อกันว่า พระธาตุพูสีสร้างขึ้นเพื่อเป็นเหมือนหมุดตอกตรึงขึงยักษ์ตนหนึ่งไว้ใต้ดิน หากไม่มีพระธาตุพูสี ยักษ์ตนนี้ก็จะขึ้นมาอาละวาดได้ แต่สำหรับบางคน การขึ้นมานั่งชมวิวบนพูสีในยามเย็นเช่นนี้ ได้มองเห็นลำน้ำคาน ลำน้ำโขง ทิวเขาทอดยาว และตัวเมืองหลวงพระบางอยู่เบื้องล่าง อาบด้วยแสงทองสุดท้ายของวันช่างเป็นภาพที่ชวนให้หลงรักหลวงพระบางจนหมดใจ เมื่ออาทิตย์ลับไปแล้วก็ได้เวลาเดินลงเขามาเดินเตร่เที่ยวกาดมืด ช็อปสินค้าหัตถกรรมละลานตา โดยเฉพาะงานปักผ้าของชาวเขา สนนราคาต่อรองกันได้สนุก เมื่อหิวก็เดินเข้าตลาดพื้นบ้าน หาข้าวซอยหลวงพระบางและบุฟเฟ่ต์หมื่นกีบกินให้อิ่มท้อง

หลวงพระบางยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมาก สุดแต่ว่าเรามีเวลามากน้อยแค่ไหน ถ้าเวลาเหลือแนะนำให้เดินหรือปั่นจักรยานชมวัดเล็กวัดน้อยอีกหลายสิบแห่ง อย่างวัดแสนสุขและวัดสุวรรณพุมาราม ก็เป็นวัดที่มีพุทธศิลป์งดงามน่าชมภายในสงบร่มเย็น และทุกเย็นจะมีการทำวัตรเย็น ซึ่งเราสามารถเข้าไปร่วมพิธีได้ด้วย หรือถ้าอยากออกไปเที่ยวรอบๆ ตัวเมือง แนะนำให้ล่องเรือทัวร์ไป ถ้ำติ่ง ถ้ำพระขนาดใหญ่มหึมาอยู่บนผาหินปูน ตรงจุดบรรจบของลำน้ำอู ที่ไหลออกสู่ลำน้ำโขง เดินทางจากหลวงพระบางล่องเรือไปชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงถ้ำติ่งแล้ว ภายในมีพระพุทธรูปน้อยใหญ่นับหมื่นๆ องค์ที่ชาวบ้านและคนสำคัญๆ สร้างถวายไว้

หลวงพระบางคือเมืองเก่าที่ยังมีลมหายใจเช่นเดียวกับสายน้ำคานและลำน้ำโขงที่ไหลหล่อเลี้ยงโอบล้อมเมืองไว้หลายชั่วอายุน ที่นี่คือส่วนผสมอันลงตัวของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งเราเป็นเพียงผู้ผ่านเข้าไปชื่นชมแล้วกลับออกมาด้วยความชื่นใจ เพราะที่นี่คือ หลวงพระบาง

Luang Prabang The All-Time Favorite Town 

In the Northen part of Laos, this all-time favorite town of Luang Prabang was formerly known as Muang Chiang Thong, the capital of the Lane Xang Kingdom in 757 AD. Once one of the most beautiful and culturally significant towns in Southeast Asia, its name, ‘Luang Prabang’, derived from the Phra Bang Buddha that had been a gift to the town.

Fascinated by this charming town, I have not missed visiting it in all its season. Luang Prabang has been named a UNESCO World Heritage site, and despite the growing number of backpackers, it has wonderfully maintainted its old charm. The town’s people have kept their slow-pace lifestyle, and welcome tourists gently with open arms. Its white colonial style homes are lined on both sides of the town, embraced by the two rivers of Nam Khan and the Mekong. Crossing over the river to the Chiang Mun town is an exhilarating venture, and if you can, go watch the local dances at the riverside restaurant for a unique experience.

The highlights of Luang Prabang are its old temples, palaces, and the local market with beautiful local textiles and silverware. A must-see for art lovers.

Its landmark is the National Museum, a former royal palace built by the Laotian king, Sisavang Vong, in 1904. The palace transitioned into a museum after the country’s change of government, now houses a sacred Buddha and other wonderful textiles. The throne hall, considered the most beautiful room of the palace, is decorated with cut mirrored tile mosaics. In the front, an ornate
pavilion “Haw Phra Bang” houses the sacred Buddha, 40-50 centimeters tall and made of gold. On the Laotian New Year in April, similar to that of the Thai New Year, an image of the sacred Buddha is put on display for people to pay homage. Note that it is prohibited to take pictures inside the musuem!

From the museum, we took a tricycle to the Wat Xieng Thong temple. One of the most significant Laotian monasteries, it still remains an important monument to the spirit of religion, royalty, and traditional art. The structure is carved with gilded wooden doors, depicting scenes from Buddha’s life, a sweeping three-tiered roof, and ornate mosaics that include the “Tree of Life” on the rear temple wall. A relic on display includes a rare reclining golden Buddha, one considered to be one of the most unique.

For a magnificent view of the town, we went up the Mount Phou Si to watch the sunset over the Mekong river and mountains, overseeing the golden Wat Chomsi.

In the evenings, the night market is full of life with locals selling handicrafts and a great variety of food. The hill tribe people put their hand-woven textiles for sale, and the local noodles and buffet dinners are a great bargain.

Luang Prabang has so much to offer. If you have enough time, rent a bike to cycle through the ancient temples of Wat Sennsuk and Wat Suwanpumaram amongst shady trees. In the evenings, monks perform prayers which you may fancy joining. If you want to get around town, a boat tour to the Ting cave is highly recommended and ideal if you want to visit the limestone cave (only one hour away). Inside the cave are thousands of small Buddhas and a shrine built by the locals.

The old town of Luang Prabang, embraced by the Nam Khan and the Mekong river, has been a popular travel destination for its effortless charm. A perfect location for your spiritual getaway.

琅勃拉邦
跨越時間魅力的古典城市

老挝北部有一座著名的古城香通(意为金城),建于757年,是当时澜沧国的王都,也是东南亚最繁华的城市之一,后因供奉来自高棉勃拉邦佛像而易名为琅勃拉邦至今。

古都琅勃拉邦位于湄公河畔群山环抱的谷地,是老挝现存的最古老的一个城镇,被联合国教科文组织列入世界历史遗产名录,而法国殖民时期留下的欧洲建筑给这里带来一丝清新迷人的气息。

这样一个古典与现代交融的城市,可游玩的景点自然少不了修道院、老宫殿、当地市场等。喜欢传统手工艺品包括金银饰品镶嵌、象牙雕刻、丝绸、制陶等当然不容错过。

王宫博物馆是游览琅勃拉邦的最佳首选,建于1904年,是当时西萨旺冯国王的寝宫,也是老挝最后一代国王西萨旺凡达纳的行宫,直到革命后被改建成国家博物馆供人们参观。入馆禁止拍照,整个皇宫金碧辉煌,殿内装饰古雅华贵。入口大厅里陈列了博物馆最有价值的艺术品勃拉邦金佛像,这
尊站立的金佛约40至50厘米高,90% 纯金铸造。每年泰国宋干节期间摆出让民众行淋水礼。

王宫博物馆不远处就是香通寺,是澜沧时代各著名建筑师共同建造的最宏伟、最漂亮的寺庙,已被列为联合国教科文组织世界遗产名录。寺院内粗大的支柱上用黄金刻着图案,后面有金光闪闪的佛像和光轮覆盖的屋顶。寺院外面的后墙上镶嵌着栩栩如生的树图案,紧邻的是红色教堂,里面置有一个很独特的佛像。佛身上体现着老挝的特点,如卷至脚踝的长袍,手支撑着头,姿势优美。这尊佛是塞拉提拉王于1569年下令铸造的。

夕阳西下,可以登上琅勃拉邦的浦西山顶观赏日落。坐在佛塔脚下,遥望湄公河被夕阳染红,360度城市风光尽收眼底。站在山顶四顾而望,墨绿的椰树淹没了砖红的洋楼屋顶,洋溢着独特的热带风情,仿佛进入世外仙境。

天黑之后逛夜市,令人眼花缭乱的澜沧手工艺品、山民的刺绣等,价格高低不等。老挝特色米粉和金枪鱼盖饭都是不错的选择。

骑自行车游览琅勃拉邦是很流行的方式,很多旅馆和商店都能够租到自行车。在老城区参观寺庙和其他的景点只需半天时间就够了,若想出城去逛,可选择搭乘渡船沿湄公河顺流而下游玩琅勃拉邦附近最著名的岩洞。

琅勃拉邦是一座会呼吸的古都,如河流和湄公河般养育了这座城市无数朝代的人们。未来,我们作为过客踏上这片土地依旧迷恋着,因为这就是琅勃拉邦。