รันธัมบอร์ ป้อมปราการแห่งราชันย์ (Ranthambore Fort Kingdom of the Survivor) 
坚固的堡垒——伦滕波尔

 

Words: & Photos: Jirayu Ekkul 

ครั้งหนึ่งรันธัมบอร์คือป้อมปราการที่สร้างตำนานและประวัติศาสตร์เล่าขานกันว่า ไม่เคยถูกศัตรูหน้าไหนโค่นลงได้ ด้วยภูมิประเทศที่สลับซับซ้อน เทือกเขาที่รายล้อมอยู่รอบด้านทำให้รันธัมบอร์สามารถมองเห็นการเคลื่อนทัพของข้าศึกได้ไกลสุดขอบฟ้า จวบจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครบอกได้อย่างแน่ชัดว่าป้อมปราการที่มีอายุเก่าแก่กว่าพันปีนั้น ใครเป็นผู้สร้างและสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกันแน่

ปัจจุบันรันธัมบอร์กลายเป็นอุทยานแห่งชาติและตัวป้อมปราการก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกแล้ว โดยยังคงเป็นป้อมปราการสำคัญทางธรรมชาติ ทว่ากลับไม่ใช่สถานที่อยู่อาศัยของมนุษย์อีกต่อไปเพราะกลายเป็นที่พำนักของสุดยอดราชานักล่าแห่งพงไพร สัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศอินเดียอย่างเสือโคร่งเบงกอลนั่นเอง

ช่างภาพทั่วโลกหลังไหลกันมาที่นี่ 
ก่อนที่พื้นที่รอบป้อมปราการรันธัมบอร์จะได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเขตรักษาพันธุ์เสือโคร่งเบงกอลรวมกับพื้นที่อื่นๆ ในปีค.ศ. 1973 และกลายเป็นอุทยานแห่งชาติในอีก 7 ปีต่อมานั้นได้เกิดวิกฤติจำนวนประชากรเสือโคร่งลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงไม่ถึง 1,200 ตัวจาก 10,000-20,000 ตัว ตั้งแต่ก่อนศตวรรษที่ 20 เพราะการถูกล่าและถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย จึงมีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง เป็นเหตุให้นางอินทิรา คานธี ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศอินเดียในขณะนั้นออกคำสั่งให้ริเริ่มโครงการเสือโคร่ง (Project Tiger) เพื่อฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งเบงกอลให้กลับคืนมาโดยทันที และทุกวันนี้รันธัมบอร์ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเขตรักษาพันธุ์เสือโคร่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจากจำนวนประชากรเสือที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และยังขยายอาณาเขตไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยรอบ

รันธัมบอร์อยู่ห่างจากเมืองชัยปุระ เมืองหลวงของรัฐราชสถานเพียง 160 กิโลเมตรลงมาทางด้านใต้ แต่ก่อนจะเข้าสู่โลกของเหล่าสรรพสัตว์และอาณาจักรของราชาแห่งรันธัมบอร์ นักเดินทางต้องผ่านเมืองเล็กๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองหน้าด่านที่มีชื่อว่า Sawai Madhopur อันเป็นชุมชนอันศิวิไลซ์ของมนุษย์ด่านสุดท้าย หากย้อนกลับไปเมื่อช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมานั้น แทบจะไม่มีใครรู้จักสถานที่แห่งนี้เลย แต่ปัจจุบันหากพูดถึงเสือโคร่งเบงกอลแล้ว รันธัมบอร์คืออุทยานแห่งชาติอันดับหนึ่งและดีที่สุดของประเทศอินเดียที่นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นเสือโคร่งเบงกอลอย่างใกล้ชิด

เมื่อนักท่องเที่ยวและช่างภาพจากทั่วโลกหลั่งไหลกันมาที่นี่ ก็ส่งผลให้เมืองที่มีโรงแรมเล็กๆ และเกสท์เฮ้าส์เพียงไม่กี่หลังกลับกลายเป็นที่ตั้งของโรงแรมและรีสอร์ทหรูมากมาย สร้างรายได้ให้กับชุมชนปีละมากกว่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่การเดินทางไปถ่ายภาพสัตว์ป่าในดินแดนแห่งชมพูทวีปต้องประสบกับความกันดารและถนนหนทางที่ไม่ค่อยจะเป็นใจนักสำหรับนักเดินทาง

เมื่อรันธัมบอร์กลายเป็นสถานที่ดูเสือโคร่งอันดับหนึ่งของอินเดีย หรืออาจจะเรียกว่าของโลกก็ว่าได้ ทำให้ต้องสำรองที่นั่งและจองล่วงหน้านานหลายเดือนหรืออาจข้ามปีเลยทีเดียว และนอกจากจะจองตั๋วรถจี๊ปซาฟารีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดและขาดไม่ได้เลยคือไกด์แกะรอยเสือโคร่ง ที่เราจำเป็นต้องเลือกคนที่เก่งและมีประสบการณ์ที่สุดในการติดตามหาเสือโคร่ง ภารกิจสำคัญครั้งนี้ต้องติดต่อจองคิวเพื่อล็อคตัวล่วงหน้าเช่นเดียวกัน

เป็นความโชคดีเมื่อครั้งล่าสุดที่เราวางแผนไปถ่ายภาพเสือโคร่ง สายการบินไทยสมายล์ได้เปิดเส้นทางบินกรุงเทพ-ชัยปุระ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปมาก ทำให้มีเวลาพักผ่อนร่างกายและเตรียมอุปกรณ์การถ่ายภาพแถมประหยัดเวลาไปอีกครึ่งวันเต็มๆ จากเดิมที่เคยต้องบินจากกรุงเทพไปยังกรุงเดลี พักค้างหนึ่งคืนและเช้าตรู่ในวันถัดไปค่อยนั่งรถไฟต่อไปยัง Sawai Madhopur อีกกว่า 6 ชั่วโมง กว่าจะได้ออกซาฟารีก็เป็นเวลาบ่ายวันที่สองของการเดินทางแล้ว

เผชิญหน้ากับเสือโคร่งวัยรุ่น

ที่รันธัมบอร์แบ่งเวลาออกซาฟารีเป็นสองช่วง คือเช้าและบ่าย และอุทยานแบ่งโซนซาฟารีออกเป็น 10 โซน แต่ละโซนกำหนดให้รถจี๊ปเข้าได้จำนวนจำกัด ซึ่งแต่ละครั้งที่เข้าไป นักเดินทางไม่สามารถขับรถจี๊ปข้ามโซนได้จนกว่าจะเริ่มช่วงใหม่ เพราะฉะนั้นการหาข่าว วางยุทธวิธี และวางแผนถ่ายภาพเสือโคร่งกับไกด์คู่ใจของเรา และคนขับรถ
จี๊ปจึงมีความสำคัญมาก 

ทันทีที่ไปถึงและเข้าพักที่รีสอร์ท ไกด์ของผมจะเข้ามาหาเพื่อพูดคุยและแจ้งข่าวสารว่า วันนี้เสือตัวนี้อยู่โซนไหน เสือตัวไหนทำอะไรอยู่ มีการจับคู่หรือไม่ เสือตัวไหนมีลูกบ้าง แล้วพาลูกออกมาจากถ้ำหรือยัง หรือมีการล้มกวางเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะด้วยวัน เวลา และข้อจำกัดของซาฟารี เราจำเป็นที่จะต้องใช้ทุกนาทีและทุกโอกาสให้คุ้มค่ามากที่สุด และต้องคาดการณ์ล่วงหน้าโดยใช้เหตุการณ์ในปัจจุบันมาวิเคราะห์ร่วมกันกับประสบการณ์ของไกด์สำหรับฟันธงลงไปว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะเข้าซาฟารีในโซนใด และจะได้เจอกับเป้าหมายของเราไหม ทุกอย่างจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ ถึงโชคชะตาที่จะนำพาให้เรากับเสือมาเจอกัน

ตีสี่คือเวลานัดหมาย แม้จะกำหนดเวลาเปิดประตูไว้ที่หกโมงเช้าก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติต้องรอให้พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าไปก่อน หน้าที่ถึงจะยอมให้เข้าโซนได้ และหนึ่งในโอกาสที่จะปล่อยผ่านเลยไปไม่ได้ นั่นก็คือการเป็นรถคันแรกของโซนนั้นในทุกๆ ช่วงเวลา เพราะหากเจอเสือก็ย่อมทำให้เราได้มุมถ่ายภาพที่ดีที่สุดและถูกรบกวนจากนักท่องเที่ยวพร้อมรถจี๊ปคันอื่นๆ น้อยที่สุดนั่นเอง

ที่รันธัมบอร์ เสือไม่กลัวคนเหมือนเสือตามประเทศต่างๆ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเสือไม่สนใจคนบนรถจี๊ป แต่จำเป็นต้องมีกฏเหล็กเพื่อความปลอดภัย ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นห้ามลงจากรถจี๊ปโดยเด็ดขาดจนกว่ารถจะออกจากประตูของอุทยานมาแล้ว หากจะเข้าห้องน้ำต้องขับไปบริเวณที่ถูกจัดไว้ให้เท่านั้น

ครั้งหนึ่งผมเจอมากับตัวเอง เมื่อจอดรถอยู่ที่หน้าประตูเพื่อเข้าไปซาฟารีในช่วงบ่าย แต่เนื่องจากยังไม่ถึงเวลากำหนดประตูเปิดเราจึงออกมายืนคุยกันนอกรถ สักพักได้ยินเสียง “กู้ววววว กู้ววว” เสียงร้องของกวางดาว เริ่มส่งสัญญาณเตือนกันระงมทำให้ต้องหันซ้ายหันขวา แต่ก็ยังคุยเล่นกันว่า “ไม่ใช่ว่ามันนอนหมอบอยู่แถวๆ นี้นะ” ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะของผมที่ยังคงหยอกล้ออยู่กับไกด์ เสียงร้องระวังภัยของกวางดาวดังและถี่ขึ้น จนในที่สุด Arrowhead เสือโคร่งวัยรุ่นเพศเมีย ตัวขนาดเกือบสองเมตรก็เดินออกมาจากชายป่าด้านหลังของเรา แล้วหยุดมองมาที่พวกเราซึ่งกำลังยืนอยู่ขา้งถนน วินาทีนั้นผมทำอะไรไม่ถูก เพราะเหมือนถูกมนต์สะกด เสือไม่ได้มีท่าทีจะคุกคามแต่อย่างใด แต่เป็นครั้งแรกที่ได้จ้องตากับเสือในระยะใกล้ขนาดนี้ เสียงกระซิบผ่านหูของไกด์เรียกสติผมกลับมา ให้รีบขึ้นรถจี๊ปเดี๋ยวนี้

ภาพสายตาของ Arrowhead ยังคงเป็นแววตาที่ผมจดจำได้มาถึงทุกวันนี้ สายตาคู่นั้นสะท้อนจิตวิญญาณแห่งพงไพรอันยิ่งใหญ่ ชวนเคารพและยำเกรง สมกับคำว่าจ้าวแห่งสัตว์ป่าอย่างแท้จริง ทั้งลายพาดกลอนส้มสลับดำอันโดดเด่นเป็นสง่าชวนให้มนุษย์ของเราจดจำและหลงใหล กลับทำหน้าที่ของมันได้อย่างแยบยลและเหมาะสมที่สุดในการอำพรางตัวตนเพื่อล่าและป้องกันตัวในพงไพร นี่คือความมหัศจรรย์ที่สุดในการสรรค์สร้างจากธรรมชาติที่จะสามารถจินตนาการได้ 

กล่าวกันว่าเสือโคร่งที่นั่นแต่ละตัวมีชื่อของตนเองและมีนิสัยใจคอแตกต่างกันออกไป ปัจจุบัน Arrowhead มีลูกแล้ว จากเดิมตอนที่ผมเจอ เธอเพิ่งแยกจากอกแม่และเริ่มต้นออกหากินเพียงลำพังได้ไม่นานนัก 

เป็นเวลากว่า 10 วันเต็มที่เราต้องตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อเตรียมอุปกรณ์และออกเดินทางก่อนรุ่งสางเข้าซาฟารีเป็นคันแรกในช่วงเช้า และกลับออกมาเป็นคันสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์จะลับสิ้นขอบฟ้า รถจี๊ปลัดเลาะติดตามถ่ายภาพเสือโคร่งในทุกสภาพป่า ตั้งแต่ทะเลสาบ ป่าผลัดใบ ทุ่งหญ้า หนองน้ำ และผาหินที่สูงชันในรันธัมบอร์ บางวันกลับออกมาด้วยรอยยิ้ม บางวันก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่าเพราะไม่เจออะไรเลย อารมณ์ความรู้สึกหลายหลากนั้นมีทั้งความสุข สมหวัง และผิดหวังปะปนกันไป การตัดสินใจผิดพลาด การคาดคะเนถูก นับเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับจ้าวป่าที่น่าเกรงขามชนิดนี้ 

ธรรมชาตินั้น บางก็ใจดี แต่บางวันก็ไม่มีความปรานีให้กับเราเลย แต่นั่นคือเสน่ห์ของการติดตามเฝ้าถ่ายภาพสัตว์ป่าในที่ของเขา บ้านของเขา ในที่ที่เรา … เป็นเพียงแค่ผู้มาเยือน 

Ranthambore Fort Kingdom of the Survivor

The formidable Ranthambore Fort is famous for its historical stronghold of surrounding mountains that was used to shield past invaders. It lies within the Ranthambore National Park, near the town of Sawai Madhopur, only 160 kilometers away from Jaipur. Previously the hunting grounds of Bengal tigers, India’s national symbol, it has since become a UNESCO World Heritage site since 1973. Its mesmerizing sites attracting photographers to shoot its maginificnet views.

The park was declared a tiger reserve under the Gandhi government due to the exponential decline of the animal. The number of tigers shrunk from 10,000-20,000 to a mere 1,200. However, due to the success of “Project Tiger”, the number of Bengal tigers began to rise again, making Ranthambore Park now the best place in India to see Bengal tigers.

The reserve has grown to become a popular tourist destination, resulting in a number of five-star hotels and small guesthouses developing around the area. Now a multimillion-dollar business, those looking to catch sight of a Bengal tiger must book guided tours as advanced as over one year.

Luckily THAI Smile flies direct from Bangkok to Jaipur. It saved me a great amount of travel time, giving me the time to relax and prepare my photography equipment. Before flying with THAI Smile, I had to fly to Delhi, transit and stay overnight to then take a train to Sawai Madhopur. This trip took an overwhelming six hours before my immediate commencement to the safari the day after.

Facing the Tiger

The jeep safari tours are divided into morning and afternoon sessions. The park is split into ten zones, each zone only limiting a certain number of jeeps per session. With this, good planning and communication with your driver and guide is crucial when in search for the perfect shot.

Upon arrival at the resort, I went straight to my guide for updates of the tiger’s whereabouts, its territory, and the location of its hunting grounds. We planned each minute of our schedule to follow the guide’s predictions of the tiger’s footsteps and where it might be, all for the perfect shot. With trust in my guide’s experience, and some good luck, I looked forward to a successful endeavor.

We agreed to set out before sunrise at four in the morning. Despite the park not opening until six, we wanted to get a move on to the first zone as the sun rose. We wanted to shot of the tigers without the crowds of tourists in view.

Unlike other places, the tigers at Ranthambore National Park are not timid around humans. They simply do not pay attention to the visitors and the jeeps. However, for safety measures, visitors are prohibited to leave their vehicles until they exit the park or are at restricted restroom areas.

There was one morning, in particular, that I remember. Standing outside the entrance one afternoon, simply chatting to the guide before we headed back in to the next zone, I suddenly heard the warning cries of deer. My guide and I joked about how there might be a tiger around. But then the cries became louder. Then, out of the blue, a young female Arrowhead tigress appeared right behind us. Standing at around two meters tall, she stopped to look at us by the roadside. I became hypnotized. I froze. We were lucky she had decided to ignore us. Once we were safe, the guide quietly led us back into the car. That day, I had my first close encounter with a real tiger.

Until today, the look of that Arrowhead tigress still lays in my mind. She was frightening, yet held such power. Her prominent coat of orange and black stripes looked to have magically blended in with its natural environment.

It is rumored that each tiger carries a name, each also holding distinctive characteristics. I was told that my Arrowhead tigress had already given birth to cubs, now having separated from her mother and living independently with her cubs.

On my ten-day journey, I woke up each day at 3am to prepare for the day and be the first to enter the park. I finished each day as the last to leave. I took photographs of the lakes, forests,
hills, creeks, and cliffs of the Ranthambore Fort. For some days, just that was satisfying enough for me to return with a smile. Though I had felt empty and unaccomplished on most other days for not having spotted a single tiger. The trip was filled with a mixture of emotions; from happiness to disappointment, to satisfaction and frustration. I had to come to terms with my wrong decisions as learning curves to further understand the behavior of these tigers.

There were days where luck was on our side. Other days, not so much. But that was exactly the beauty of the search for the Bengal tigers – trailing through their homes and territories, just as a mere visitor.

坚固的堡垒——伦滕波尔

历史上,伦滕波尔是一座坚固的堡垒,从来没有敌人占领过。根据山脉和复杂地形,使伦滕波尔能远望敌人的逼近,至今仍不能明确告诉这座堡垒是什么时候由谁建造的。

伦滕波尔是自然堡垒,其被宣布为国家公园并被列入世界遗产名录,如今堡垒成为印度著名猎场、也是印度形象动物的居住地——印度虎。

全球摄影师的聚集点

1973年,伦滕波尔堡垒同其他七个地方被印度政府列入印度虎保护区,随后七年被宣布为国家公园。20世纪初印度虎数量为10,000-20,000只,如今印度虎数量大减不足1,200只,主要原因为人类破坏了大自然以及大量猎杀,濒临绝种。前印度总理英迪拉·甘地下令快速增加印度虎的数量(老虎计划),如今伦滕波尔保护区的印度虎数量明显增加,并且扩展到周边地区。

伦滕波尔距离拉贾斯坦邦的斋浦尔市仅160公里,经过瑟瓦伊马托布尔市再进入伦滕波尔市——印度野生动物之家,印度最著名的国家公园。

近几年来,世界各地的游客和摄影师涌入伦滕波尔,使城市发展成了现代城市,酒店不计其数,推动了城市的经济发展。

伦滕波尔是观看印度虎的最佳地点,或许是世界最佳地点。游客需提前几个月或提前一年预定门票。除了野生动物园吉普车以外还得预约当地经验丰富的野生动物园导游。

幸运的是,最近泰国微笑航空公司开通了曼谷至斋浦尔航班,给游客提供了便利又省时。让我有更多的时间观赏印度虎。

面对年轻的老虎

伦滕波尔野生动物园的吉普车分为上午和下午两段时间。野生动物园分十个区,各区规定吉普车进入区内数量,于是游客不能开车越区。因此游客必须安排好参观行程。

当我到达度假村,导游给我介绍了印度虎的所在地,这些资讯对游客非常重要,因为要有效把握观赏的每一秒钟,计划好第二天的旅游路线。

凌晨四点是我和导游约定的时间,虽然动物园六点开门。按惯例是日出后才开门入园。重要的是如我们是第一辆车进入动物园的话就有机会拍摄最好印度虎的照片及风光,因为进入动物园的吉普车还不多。

伦滕波尔的印度虎不怕游客,根本就不理睬吉普车,不过游客必须遵守游区的规定,为了游客的安
全。如游客要上洗手间,必须开车到规定的地点。

一次,我等着进入动物园,听到了白斑鹿大喊,我还认为是一般的动物声,过了一会,身长两米的母印度虎“Arrow head”出现在园内与我们隔着园门,真令人恐惧,我们非常尴尬,是我距离老虎最近的,不过老虎并没有伤着我们。

至今,我还记得“Arrow head”的那双眼神是勇猛的眼神。身淡黄色的长毛染着黑色条纹极有吸引力,是自然创造的完美。

据说,那里的每只印度虎都有名称。如今“Arrow head”已生子,而当时它刚离开母亲独立生活。

虽然过去我连续十天凌晨三点起床,为了是第一辆车进入园内,并在日落前最后一辆车出园。我们的车越过草原、山地及河流等。有成功也有失望,有幸福也有苦难。让我体会到老虎的伟大,是我人生难忘的经验。

自然有时候对我们很友好,也有时候对我们也是无情,这就是自然的魅力。