ทามันเนการ่า หนึ่งในป่าเก่าแก่ที่สุดของโลก (The Ancient Jungle of Taman Negara) 
塔曼尼加拉世界上最古老森林之一

Words & Photos: Jirayu Ekkul

ทามันเนการ่า เป็นหนึ่งในป่าที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลก ด้วยอายุมากกว่า 130 ล้านปี ครอบคลุมพื้นทีก่ว่า 4,300 ตารางกิโลเมตร เชื่อมโยง 3 รัฐใหญ่ของมาเลเซีย ตั้งแต่รัฐปาหัง รัฐเกลันตัน และรัฐเทเรงกานู ทำให้ป่าฝนผลัดใบผืนนี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายทาวชีวภาพ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า รวมถึงระบบนิเวศอันหลากหลาย ทามันเนการ่า จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ นักดูนก และช่างภาพสัตว์ป่าจากทั่วโลก

เดินป่าดึกดำบรรพ์ ตามหาสมเสร็จมลายู

“สมเสร็จ” สัตว์ป่าขนาดใหญ่หน้าตาแปลกประหลาด มีงวงยื่นออกมาคล้ายช้าง ลำตัวสีดำสลับขาว ขายาวแต่มีกีบเท้าเหมือนแรด จึงเป็นที่มาของคำว่า ผสมเสร็จ หรือ สมเสร็จ จากการสำรวจทั่วโลกพบว่ามีสมเสร็จเพียงสี่ชนิดที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และสมเสร็จมลายู (Malayan Tapir) ก็เป็น
สมเสร็จเพียงชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในทวีปเอเชีย และคาดการณ์กันว่าจำนวนสมเสร็จน่าจะลดน้อยลงเรื่อยๆ

สมเสร็จนั้นมีสายตาไม่ค่อยดีนักแต่มีประสาทในการรับกลิ่นและเสียง (จมูกและหู) ที่ดีมาก มักชอบออกหากินเวลากลางคืน มีความระวังภัยสูงเนื่องจากเป็นสัตว์ไม่มีพิษสงหรืออันตรายใดๆ ที่จะสามารถป้องกันตัวเองได้เลย การพบเจอสมเสร็จในธรรมชาตินั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากถึงยากที่สุด ผมไม่เคยเห็นสมเสร็จตัวเป็นๆ ในประเทศไทยเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เมื่อได้ทราบว่าเพื่อนฝูงในแวดวงถ่ายภาพดูสัตว์ป่าต่างชาติ ออกเดินทางไปยังป่าทามัน-เนการ่า ป่าฝนที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่มาเลเซีย เพื่อติดตามบันทึกภาพสัตว์ป่าขนาดใหญ่สุดมหัศจรรย์จอมขี้อายหายากชนิดนี้ผมไม่รอช้าจึงเริ่วางแผนการเดินทาง

การเดินทางระหว่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะจากกรุงเทพฯ ไปยังกัวลาลัมเปอร์นั้น สายการบินไทยสมายล์ ให้บริการทุกวัน ทำให้การเลือกเที่ยวบินหรือจองตั๋วเครื่องบินนั้นเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ในทางกลับกันสิ่งที่ยากกว่าคือการเลือกหาวันที่เราคิดว่า “จะมีโอกาสพบสมเสร็จมากที่สุด” สถิติเก่าๆ ที่มีคนเคยเข้าไปพบเจอก่อนหน้านี้ ได้นำมาใช้ประเมินอย่างละเอียด ผมตัดสินใจเปิดปฏิทินจันทรคติเพื่อหาวันข้างขึ้นข้างแรม เพราะแสงสว่างจากธรรมชาติของดวงจันทร์ภายในป่า เป็นปัจจัยในการออกหากินของสมเสร็จนั่นเอง

การผจญภัยของผมเริ่มต้นที่รีสอร์ทซึ่งใช้เป็นฐานบัญชาการคอยเก็บอุปกรณ์ ชาร์จแบตเตอรี่ และข้าวของเกือบทั้งหมด จากนั้นก็จะต้องนั่งเรือทวนแม่น้ำขึ้นไปอีกกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วเดินเท้าต่อข้ามอีกสามหุบเขาและลำห้วยอีกมากมาย ก่อนจะเข้าใกล้ที่หมาย แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นจนได้ ตั้งแต่วันแรกเราไม่สามารถทำตามแผนที่ตั้งไว้ได้แล้ว เนื่องจากฝนตกกระหน่ำ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำนั้นสูงมาก มันอันตรายเกินกว่าที่จะเดินป่าเข้าไปได้

ลุ้นระทึกไปกับผลลัพธ์แห่งการรอคอย

ช่วงเช้าของอีกวัน ผมเลือกเดินดูนกบริเวณรอบๆ รีสอร์ท เพราะนกท้องถิ่นของที่นี่หลายชนิด ถือเป็นนกหายากจากนั้นก็พักเอาแรงให้เพียงพอ เพราะจะต้องตื่นตัวในตอนกลางดึกทุกคืนนับจากนี้

เราเข้าไปถึงบังไพร หรือซุ้มกิ่งไม้ที่นักเดินป่าใช้เพื่อพรางหรือกำบังตัวในช่วงก่อนพระอาทิตย์จะอับแสงลงเพียงเสี้ยวนาที นั่นเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราล่าช้ากว่ากำหนดการที่เราคาดไว้เส้นทางไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อไปถึงบังไพรต้องรีบเปลี่ยนเสื้อที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ และจัดการกับทากทั้งหมดที่เกาะแข้งขาระหว่างเดินเท้า ซึ่งเป็นเรื่องปกติของป่าฝนอันเป็นบ้านของทากอยู่แล้ว เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ จากนั้นก็เซ็ตอุปกรณ์กล้อง เล็งมุมถ่ายภาพทั้งหมด และวางแผนกันเฝ้ายาม

การวางเวรยามเฝ้าสัตว์ในตอนกลางคืน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ตลอดทั้งคืน “ต้องมีคนตื่นตลอดเวลา” และเนื่องจากมีผู้ร่วมอุดมการณ์ครั้งนี้รวมทั้งหมด 8 คนเลยต้องแบ่ง]เป็นคู่บัดดี้แบ่งเวรเป็นสี่ผลัด ช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้ “งีบหลับ” ซึ่งความง่วงถือเป็นศัตรูร้ายแรงที่สุดของนักดูสัตว์ เพราะหากตอนนั้นสัตว์เดินเข้ามาอย่างเงียบๆ เราก็อาจพลาดนาทีทองสำคัญโดยไม่รู้ตัว นักดูสัตว์ยามค่ำคืนจึงต้องทั้งเงียบ ไม่สามารถพูดคุยส่งเสียงเอะอะกันเพื่อคลายความง่วงได้ และยังต้องลืมตาตื่นยามค่ำคืนไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับมนุษย์ที่ใช้ชีวิตในเมืองหลวงอย่างเราๆ

หัวค่ำผ่านไปสภาพอากาศยังปกติและเงียบสนิท แต่พอสักสองสามทุ่ม ใจคอของพวกเราเริ่มไม่ดี เนื่องจากฝนตั้งเค้ามาครืนๆ และสุดท้ายก็ตกลงอย่างหนักเมื่อใกล้เวลาเที่ยงคืนทำให้ความหวังของพวกเรานั้นริบหรี่ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครย่อท้อต่อธรรมชาติ และเวรยามยังคงดำเนินต่อไปตามแผนการที่วางไว้ เวลาตีหนึ่งเศษๆ เมื่อฝนหยุดตกได้สักพักความเงียบเข้าปกคลุมผืนป่า เสียงจักจั่นเริ่มร้องกันระงมทีมเฝ้าเวรเหลือบเห็นอะไรบางอย่างตัวใหญ่ๆ เป็นก้อนขาวๆเดินมาในเงามืดอยู่แถวชายป่า จึงเริ่มสะกิดพวกที่พักสายตาอยู่ให้ขึ้นมาดูและพิจารณาไปด้วยกัน เรายังไม่เปิดไฟฉายเพราะไม่อยากให้สัตว์ตื่นกลัว แต่ด้วยแสงจันทร์จากคืนเดือนหงาย ทำให้เราเห็นเงาตะคุ่มจากชายป่านั้นอย่างชัดเจน และเห็นพ้องต้องกันว่า มันคือ สมเสร็จ อย่างแน่นอน

ณ วินาทีนั้น ทุกคนตื่นจากภวังค์และหายจากความง่วงเป็นปลิดทิ้ง เรารอให้มันลงมากินน้ำตรงบ่อน้ำเป้าหมายก่อนจนคิดว่ามันมีท่าทีไม่ตื่นตระหนกและสามารถวางใจได้แล้วพวกเราจึงค่อยๆ เปิดไฟฉาย แล้วเก็บภาพสมเสร็จตัวนั้นตามที่หวังกันเอาไว้

มันเป็นความรู้สึกสุดยอดไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ทั้งหมด หัวใจของผมนั้นเต้นแรงจนรู้สึกได้ และก็รู้ว่าสมาชิกทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างกัน แต่ ณ วินาทีนั้นพวกเราไม่สามารถพูดอะไรกันได้ ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาเก็บภาพสัตว์มหัศจรรย์ตัวนั้นไว้จนวินาทีสุดท้ายที่มันดื่มน้ำจนอิ่ม และเดินหายลับเข้าไปในชายป่าทันใดนั้นเองเสียงหัวเราะและถอนหายใจดังๆ จากสมาชิกหลายคนในทีมก็ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าภารกิจของเราสำเร็จลุล่วงเรียบร้อยแล้ว

หากมีโอกาสเดินทางไปยังทามันเนการ่า อีกครั้ง ผมเชื่อว่าป่าฝนแห่งนี้จะยังมีมนต์ขลังให้ผู้มาเยือนคนอนื่ ๆ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ล้ำค่าได้เสมอ ยิ่งเป็นนักท่องเที่ยวหัวใจอนุรักษ์ที่ชื่นชอบธรรมชาติและกล้าท้าทายขีดจำกัดของตัวเองด้วยแล้วยิ่งไม่ควรพลาดเดินทางมายังผืนป่าเก่าแก่ของมาเลเซียแห่งนี้

The Ancient Jungle of Taman Negara

Taman Negara is the second oldest rainforest in the world. It is as ancient as 130 million years, covers 4,300 square kilometers and links three large Malaysian states: Pahang, Kelantan adn Terengganu.

The diversity of the flora and fauna here is simply phenomenal and makes it one of the world’s most complex and rich ecosystems.

Taman Negara National Park has naturally become a popular destination for nature lovers, bird watchers and wildlife photographers like me.

A TREK TO FIND THE MALAYAN TAPIR

The Malayan tapir is a strange-looking animal. It has a long trunk like an elephant, a body that is black and white, long legs, and feet like a rhino.

There are currently only four species of tapir left in the world. The Malayan tapir is the only species that inhabits Asia and the number of tapirs has declined over the years. Although it has poor eyesight, it has very sensitive ears and a great sense of smell.

Tapirs cautiously forage for food at night because they are timid, harmless creatures. It is rare to encounter this animal, especially in Thailand.

Thus, when I heard from friends that tapirs can be sighted in Taman Negara, I decided to head there to take my best shot at finding the exotic creature.

It is easy getting to Taman Negara, thanks to daily direct flights from Bangkok to Kuala Lumpur by THAI Smile. But what was difficult for more was deciding on the timing: I needed to find the right moment to find the right moment to take my photos.

After considering old statistics from others lucky enough to spot a tapir, I chose a full moon night to get the best natural light in the forest.

My adventure began at a resort where I assembled my photo equipment. From there, I planned to travel by boat upstream for one hour, trek over three mountains and cross several streams to reach my destination.

But luck was not on my side. It rained so heavily that on my scheduled date, the river had risen to a dangerously high level, which made it risky for me to embark on my trip.

WAITING FOR THE RIGHT MOMENT

The next morning, I walked around the resort and did some bird watching. You can spot many rare species in this area. After that, I rested, knowing I had to be awake at night to take photos.

We took off and reached the forest just before sunset. We were soaked with sweat and had to change our clothes. We also had to get rid of the leeches on our legs, a common ritual in rainforest treks. Then we set up our equipment, positioned ourselves and discussed how we could keep a lookout.

It is crucial to keep a lookout at night for these nocturnal creatures. The eight of us took turns to keep watch in pairs. We had to remain completely silent and stay alert, which was a difficult task for city dwellers like us.

We enjoyed an evening of clear skies to around 8 or 9 pm, when we grew concerned because it started to rain. The rain got even heavier at midnight. Our hopes were dimmed but nobody wanted to give up.

At 1 am, the rain finally stopped. Silence filled the forest.

Suddenly, we spotted a white creature moving in the forest towards the creek. We were fully awake by then, and slowly turned on our torches and started to take photos.

We were beyond thrilled at the sight of a Malayan tapir. Our hearts pounded as the tapir finished drinking the creek water and slowly disappeared back into the forest.

Then we burst into laughter and heaved big sighs. Our mission was complete!

Now that the trip is over, I strongly believe Taman Negara will maintain its charm as the oldest rainforest in Malaysia; and it will continue attracting nature-lovers and tourists in search of a memorable and exciting experience.

塔曼尼加拉
世界上最古老森林之一

这是位于马来西亚的落叶雨林,它是世界上最古老的森林之一,超过1.3亿年,面积超过4,300平方公里,连接马来西亚三个州,从彭亨州、格兰顿州和登嘉楼州。这里有丰富的野生动植物,所以这片森林是大自然爱好者最受欢迎的旅游景点之一 。包括观鸟者和野生动物摄影师。

貘这种野生动物样子比较奇怪。鼻子像大象一样伸出,身体黑白相间,长腿、有像犀牛样的蹄子。目前世界各地只有四种貘还活着,其中之一就生活在塔曼尼加拉古森林里,是居住在亚洲的唯一的马来貘了。

貘的视力不太好,但是嗅觉和听觉都良好,喜晚间出来觅食。

貘本身无毒又无危险性,出于保护自身安全,它的警惕性比较高。所以我们要找到自然界里的貘是很难很难的。我在泰国从未见过。但当我知道专门拍摄野生动物的朋友将前往塔曼尼加拉古森林进行拍摄活动,我立刻跟随他们去看看这位罕见的害羞的物种—貘。

泰国微笑航空把我们带到了马来西亚,我们入住度假村。稍作休整我们就要准备足够的力量,迎接我们晚上的工作。

到观测点的路不是那么好走,到了那儿,我们换下汗水湿透的衣服,设置相机,镜头瞄准好目标物。晚上八、九点,我们就开始守候貘。雨正下着,我们正开始有点睡意,我们互相提醒,打瞌睡是我们最大的敌人。等到半夜一点多,雨停了、沉默覆盖着森林,蝉开始叫了起来。这时,我们在森林的阴影中看到了一些大的、白的一块块的东西行走在森林里。大家的瞌睡全没了,我们等待貘下到池塘边喝水,准备好摄像机,尽可能地多拍些貘的照片。这时我们每个人都有一种无法形容的感觉,我的心跳得那么厉害,我们终于看到貘的真容了,我们终于拍到貘了。大家专心地拍照,一直到貘喝饱了水,然后走进森林。

就在那一刻,笑声、叹息声突然从我们团队中响了起来。我们的使命完成了。