ถ้ำอชันตา-เอโลรา คุณค่าแห่งมรดกโลก (The Allure of the Ajanta & Ellora Caves) 
阿旃陀石窟和埃洛拉石窟 宗教與藝術的巔峰
โบราณสถานที่มีความยิ่งใหญ่อลังการทั้งสองแห่งนี้ ยังคงดึงดูดให้ผู้มาเยือนต่างถิ่นรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับความมหัศจรรย์ของสุดยอดงานแกะสลักอายุกว่า 2,000 ปี ถือเป็นอนุสรณ์บนภูเขาที่ยื่นหยัดตลอดกาล ตราบดวงจันทร์และพระอาทิตย์ยังคงอยู่

กลุ่มถ้ำอชันตา ความมหัศจรรย์ที่โลกต้องตะลึง 
กลุ่มถ้ำอชันตา (Ajanta Caves) ได้ชื่อว่าเป็นวัดถ้ำในพระพุทธศาสนาที่งดงามและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ถ้ำอชันตาเคยซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาอยู่ห่างออกไปราว 100 กิโลเมตรจากเมืองออรังกาบาด ประเทศอินเดีย นานนับศตวรรษก่อนที่ จอห์น สมิธ นายทหารชาวอังกฤษซึ่งเข้าไปล่าสัตว์กับกองกำลังบริษัทอีสต์อินเดียได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้ด้วยความบังเอิญ เมื่อแหวกดงไม้เข้าไปในถ้ำที่จมดินโคลนไปกว่าครึ่ง สิ่งที่ทำให้ชายผู้นี้ตื่นตะลึงคือ จิตรกรรมฝาผนังถ้ำ เจดีย์สถานที่มีเสาแปดเหลี่ยม 39 ต้นเรียงรายสองด้านโอบล้อมเจดีย์สองชั้นตรงกลางหอสวดซึ่งมีความงดงามอลังการยิ่งนัก

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า กลุ่มถ้ำอชันตาทั้ง 30 แห่งสร้างขึ้นระหว่างช่วง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึงช่วงปี ค.ศ. 650  และด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกรูปทรงเกือกม้า เบื้องล่างคือแม่น้ำวโฆระ ที่น้ำไหลหลากช่วงฤดูฝนและห่างไกลความเจริญ จึงนับเป็นทำเลอุดมคติเงียบสงบสำหรับปฏิบัติกรรมฐาน สันนิษฐานว่าเหล่านักบวชและผู้ศรัทธาในสมัยนั้นเป็นผู้สร้างโดยเจาะถ้ำเข้าไปในแนวหน้าผาตัดตรง ทำเป็นถ้ำคูหาสี่เหลี่ยม สร้างประตูทางเข้าหนึ่งถึงสองทาง มีหน้าต่าง พื้นห้องและเพดานเรียบ โถงเปิดโล่งรวมทั้งฝาผนังแกะสลักภาพเรื่องราวพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นวัด วิหาร กุฏิสงฆ์อันเรียบง่าย บางถ้ำใช้เป็นหอสวด โดยสกัดหินจากด้านนอกและเพดานลงมาเป็นห้องโถงใหญ่

ด้วยรูปแบบการวางตัวเป็นแนวเรียงรายจากตะวันตกจรดตะวันออก จึงเปรียบเหมือนการเดินเข้าไปชมแต่ละห้องในแกลเลอรี่ที่จัดแสดงวิวัฒนาการของพระพุทธศาสนา โดยถ้ำหมายเลข 8, 9, 12, 13, 30 และ 10 ซึ่งเก่าแก่ที่สุดเป็นถ้ำยุคแรกซึ่งเป็นยุคพุทธเถรวาทจึงไม่มีการแกะสลักเป็นองค์พระพุทธรูปแต่ใช้สัญลักษณ์อย่างสถูปเจดีย์ ต้นโพธิ์ พระบรมสารีริกธาตุเป็นเครื่องสักการะ เมื่อเข้าสู่สมัยคุปตะซึ่งเป็นยุคพุทธมหายานและยุคทองของศิลปะอินเดีย ทำให้ถ้ำอีก 24 แห่งมีลักษณะเป็นโถงโอ่อ่าวิจิตรงดงาม มีการแกะสลักพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ เพื่อบูชาสักการะโดยเฉพาะถ้ำเจดีย์หมายเลข 19 และ 26 ซึ่งเป็นถ้ำสุดท้ายของการเดินชม (ถ้ำ 27-30 ไม่เปิดให้เข้าชม) มีความสง่างาม อลังการด้วยการสลักเสลาทั้งด้านนอกและด้านใน ภายในพบเจดีย์ประดับพระพุทธรป ระเบียงทางเดินสองด้านแกะสลักพุทธประวัติ

หากการมาเยี่ยมชมถ้ำอชันตามีเวลาจำกัด กองโบราณคดีอินเดียแนะนำว่าควรเข้าชมถ้ำ 1, 2, 9, 10, 16, 17, 19 ที่มีความงดงามลือเลื่องชวนซาบซึ้ง และพลาดไม่ได้กับถ้ำ 26 ปรากฎภาพสลักตอนพระพุทธเจ้าผจญมารอิสตรีที่มาล่อลวง (Temptations by Mara) และพระพุทธรูปปางปรินิพพานทางด้านซ้ายซึ่งพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศมากราบนมัสการ ท่องบทสวดสรรเสริญพระพุทธองค์ผู้ทรงนำทางสว่างในใจพุทธศาสนิกชนทั่วโลก

 

พลังศรัทธา สามศาสนา ณ ถ้ำเอลโลรา
กลุ่มถ้ำเอลโลรา (Ellora Caves) แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์การยูเนสโกเป็นสถานจาริกของศาสนิกชนเรื่อยมาตั้งแต่แรกสร้างจวบจนปัจจุบัน ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าโบราณห่างจากตัวเมืองออรังกาบาดเพียง 30 กิโลเมตร

การก่อสร้างกลุ่มถ้ำเอลโลรานั้นยาวนานต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 600-1000 ผ่านการอุปถัมภ์หลายราชวงศ์ สร้างขึ้นเพื่อเป็นวัดและวิหาร 34 แห่งแผ่ยาวกว่า 2 กิโลเมตรไปตามกำแพงผาหินบะซอลต์ซึ่งต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะและความเก่งกาจทางเทคโนโลยีเพื่อขุดเจาะเข้าไป ทั้งยังเป็นถ้ำปูชนียสถานที่อุทิศให้สามศาสนา คือ พุทธ ฮินดู และเชน แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งขันติธรรมอันเป็นคุณลักษณะเฉพาะของอารยธรรมอินเดียโบราณ

กลุ่มถ้ำเอลโลราแสดงลำดับเวลาของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของศาสนาสำคัญในอินเดียไล่จากทิศใต้สุดเป็นกลุ่มถ้ำพุทธศาสนา (1-12) ถัดมาเป็นกลุ่มถ้ำฮินดู (13-29) และสุดทิศเหนือที่กลุ่มถ้ำศาสนาเชน (30-34) ซึ่งเราอาจเลือกเดินชมตามลำดับเลขถ้ำเพื่อเห็นการเคลื่อนผ่านของยุคสมัย หรือนั่งรถขึ้นไปชมถ้ำเชน ต่อด้วยถ้ำฮินดู สุดท้ายที่ถ้ำพุทธก็ได้

หากได้ชมกลุ่มถ้ำอชันตามาก่อนแล้ว คงมองออกในความคล้ายคลึงของกลุ่มถ้ำพุทธของที่นี่ แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้กลุ่มถ้ำฮินดูก็จะยิ่งเห็นการตกแต่งผนังวิหารวิจิตรขึ้นเรื่อยๆ ด้วยภาพสลักนูนสูงเรื่องเทวปกรณัมฮินดู และที่มิอาจพลาดด้วยประการทั้งปวงคือถ้ำ 16 หรือวิหารของถ้ำเอลโลรา ซึ่งเป็นการเจาะภูเขาหินบะซอลต์ขนาด 85,000 ลูกบาศก์เมตรเข้าไปเป็นวิหารในสถาปัตยกรรมแบบดราวิเดียน (Dravidian) เลียนแบบเขาไกรลาสเพื่อบูชาแด่องค์พระศิวะและชวนเชิญให้เดินชมภาพแกะสลักบนผนังรวมทั้งประติมากรรมรูปปั้นทวยเทพและหมู่สัตว์ในศาสนาฮินดูมากมาย

สำหรับกลุ่มถ้ำศาสนาเชนหมายเลข 32 เรียกว่า อินทรสภา (Indra Sabha) เป็นวิหารขนาดย่อของวิหารไกรลาส มี 2 ชั้นเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างแห่งศรัทธาที่สอดแทรกหลักคำสอนไว้อย่างแยบยล มีความประณีตงดงามจับใจ จนมีคำกล่าวว่า “ไม่มีวัดถ้ำใดใน เอลโลรา จะจัดแจงได้อย่างสมบูรณ์และฝีมือช่างดีเยี่ยมได้เท่ากับชั้นบนของอินทรสภาอีกแล้ว”

ระบบจัดการเข้าชมถ้ำเอลโลรานับว่าใช้ได้ทีเดียว ผู้มาเยือนทุกคนจะได้รับบัตรเข้าชมเป็นเหรียญโทเคนให้หยอดผ่านด่านเข้าออก (เก็บเหรียญโทเคนไว้ให้ดี เพราะต้องใช้อีกครั้งตอนขาออก) และควรมีเวลาอยู่ที่นี่ตลอดทั้งวันเพื่อชื่นชมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของกลุ่มถ้ำที่แสดงถึงพลังศรัทธาอันแรงกล้าของคนโบราณ ตามความเชื่อและศรัทธาของแต่ละศาสนา อิ่มเอมไปกับเรื่องราวประวัติศาสตร์อันล้ำค่า และศิลปะที่หาดูชมได้ยากยิ่งในยุคนี้

 

The Ajanta Caves
The Ajanta caves comprise of 30 caves located 100 km from the city of Aurangabad, in India’s western state of Maharashtra. After laying abandoned for over 1,000 years, they were accidentally re-discovered by a British soldier named John Smith, who came upon the stunning cave murals while on a hunting trip.

Now the carvings within the caves are considered masterpieces of Indian religious art and have
influenced all the Indian art that followed.

Historians say the caves were excavated, beginning around the 2nd century BCE, out of a horseshoe-shaped cliff along the nearby Waghora River. They were further carved and built up for hundreds of years, until 400-650 CE.

The caves were once prayer halls used by Buddhist monks. Numbered east to west, from 1 to 30, caves number 8, 9, 10, 12, 13 and 30 are considered the oldest of them all.

Preserved inside the caves are many irreplaceable examples of ancient Buddhist art. Some reflect typical earlie Theravada traditions of depicting the Buddha’s relics, the Bodhi tree and stupas.

Others depict the beliefs of the Mahayana Buddhist sect. Cave 24 features stunning statues telling the story of the Buddha’s life as well as various Bodhisattvas. Meanwhile, Cave 26 contains a huge stupa, along with murals of the religious figure’s life and a reclining Buddha statue that represents his moment of death. In addition, it depicts a tenet belief of Buddhists, the Temptations by Mara, marking Cave 26 as a sacred space deserving of deep respect for followers of this faith, as well as anyone interested in world culture.

If you have limited time, the Indian Archeology department recommends visiting caves 1, 2, 9, 10, 16, 17 and 19.

The Ellora Caves 
The Ellora Caves are also a Unesco World Heritage Site, only 30 km from the Ajanta caves, and is one of the largest rock-cut monastery cave complexes on Earth. It features a blend of Buddhist, Hindu and Jain monuments, with artwork dating from 600-1000 CE.

Over 100 caves were painstakingly excavated from basalt cliffs. Nowadays, only 34 are open to the public. They consist of 12 Buddhist caves (caves 1-12), 17 Hindu caves (caves 13-29), and five Jain
caves (caves 30-34).

The age-old temples and monasteries illustrate the religious harmony between the three faiths even over 2,000 years ago.

Cave 16 is a highlight of the system, and is the site of the Kailasanatha Temple, instantly recognizable as part of the Ellora cave system. It features a megalith carved out of a single piece of rock, typical of Dravidian architecture. Cave 32, which is Jain, is called Indra Sabha, and has two floors as well as richly decorated stupas.

Visitors at the caves receive a coin token for entry and exit. A full-day visit is highly recommended to allow yourself to be immersed in the beautiful architecture, art and history, and comprehend the earth-moving power of an ancient people’s faith.

Getting to Ajanta and nearby Ellora is easy, thanks to flights by THAI Smile that take you from Bangkok to Mumbai. After a one-hour domestic flight to Aurangabad, a bus or taxi can take you to the sites. The local highways are in good condition and link all the Indian cities.

The best time to go is between October and February, when the weather is cooler, whereas June to September is the rainy season.

If you can withstand the hot season (March-May) which has temperatures as high as 42°C, be sure to bring a hat, sunglasses, a high-SPF sunscreen, moist tissues, plenty water and a torch to fully enjoy the details inside the caves.

阿旃陀石窟和埃洛拉石窟 宗教與藝術的巔峰
宏伟壮观的遗址寺庙和长达2000千多年历史的精美壁画,吸引着成千上万的人朝圣。
它们与月亮和太阳般永恒存在,具有极高的艺术价值,是重要的世界文化遗产。

阿旃陀石窟群 世界都为之惊叹
阿旃陀石窟群被誉为世界上最古老、最美丽的佛教石窟群之一,也被列为联合国教科文组织的世界文化遗产,是宗教艺术的杰作。它曾被隐藏在林木茂盛的马蹄形溪谷中,距离奥兰加巴德市约100公里。约一个世纪前,英国军官约翰·史密斯和东印度公司军队狩猎时偶然间发现该窟穴,所有人被眼前栩栩如生的壁画和环绕双层宝塔两测39根八角柱所震撼。

据历史记载,阿旃陀石窟群共30个窟穴,建于公元前200年至公元后650年,河谷底部是瓦格河。窟穴呈四方形,内部装饰或简单或富丽,有的用为僧舍和集会地。

石窟群布局自西向东排列,其中编号为第8、9、12、13、30和10的窟穴是最古老,反映早期的Theravada佛教传统,仅用象征性的符号来描述佛陀,如佛塔、菩提树等。大乘佛教时代建造的其他24个窟穴,则用壁画和雕像来表现佛陀和诸多菩萨的生活状态,非常宏伟壮观。其中是19号和26号宝塔窟穴中非常值得一看(27号至30号窟穴不对外放开),雕刻艺术精熟,为石窟造像之佼佼者。

若您时间有限,印度考古部门建议您优先参观第1、2、9、10、16、17和19号窟穴,当然千万不能错过26号窟穴的壁画。

三大宗教力量—埃洛拉石窟
埃洛拉石窟群被列为联合国教科文组织的世界文化遗产,从古至今一直是人们向往的朝圣之地,位于古贸易之路上,距印度奥兰加巴
德市约30公里,

埃洛拉石窟群建于公元600年至公元1000年间,共34座窟穴,白南至北绵亘约2公里,逶迤散落在萨雅迪利山的斜坡之上,是古印度佛教、印度教和耆那教艺术的杰作。最南端的第1窟到第12窟为佛教窟,居中的第13窟至第29窟为印度教窟,位于北端的第30窟至34窟为耆那教窟。

越深入埃洛拉石窟群,越觉得这个石窟群壁画的绝美之处。其中第16号窟人称“羔拉什庙”之宏大精美居埃洛拉群窟之首。人们把一座山凿出85000立方米,建成了庙宇,没有加其他任何建筑材料。石像雄视四方、湿婆神坐骑,所有这些呼之欲出的浮雕简直让人惊叹。

耆那教窟第32号窟穴,也叫作Indra Sabha寺庙,不得不说“埃洛拉石窟群里没有哪个洞穴寺庙比Indra Sabha寺更完整地展现精湛工艺了。”

埃洛拉石窟群参观系统相当成熟,所有访客都将收到令牌硬币进出窟穴(应保存好硬币,出口处再次使用)。如果可以最好安排一天时间在此处欣赏窟穴群,感受宗教信仰。

小贴士
从曼谷出发非常方便,在素万那普国际机场搭乘泰国微笑航空直飞孟买,然后再转国内航班,仅一个小时飞行时间抵达奥兰加巴德市,然后乘坐公共汽车或出租车即可到达上述两个石窟。全程道路宽阔平坦,国道上四通八达,可达到印度各个省市。

旅游最佳时间是10月到2月,天气很凉爽; 6月到9月则多雨,树木郁葱;想挑战42摄氏度的高温, 可选择3月到5月,注意不能忘记带遮阳伞、太阳镜、防晒霜(选择防晒指数最高)、湿纸巾、饮用水和手电筒,以便携带进入窟穴内的观看壁画细节。