ความยิ่งใหญ่แห่งนครวัด-นครธม (The Grandeur of Angkor Wat and Angkor Thom) 
伟大的古文明吴哥窟-吴哥城

WORDS : PIYALAK NAKAYODHIN
PHOTOS : CHALONGWONG MANAKIT

“…ใครบ้างเล่าอาจเอื้อมคิดฝันว่าจะมีศิลปะสถาปัตยกรรมอื่นใดในโลกที่จะงดงามตระการตายิ่งกว่านี้ แถมยังเร้นกายอยู่กลางป่าลึก ในดินแดนห่างไกลจากความเจริญ ดิบเถื่อน รกร้าง ไร้คนรู้จัก … ที่ซึ่งร่องรอยของสัตว์ใหญ่น้อยได้กลบลบเลือนร่องรอยของมนุษย์ ยินเพียงเสียงกระหึ่มก้องของเสือคำราม เสียงแผดลั่นของช้างป่า และเสียงกู่ร้องของกวาง … เราใช้เวลาทั้งวันสำรวจดินแดนนี้ แต่ละย่างก้าวเปี่ยมด้วยความพิศวงและมหัศจรรย์ใจที่มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นทุกขณะ …”

ถ้อยคำใน “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในราชอาณาจักรสยาม กัมพูชา ลาวและอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ” ที่พรรณนาความอลังการเมื่อเขาได้ค้นพบปราสาทนครวัดระหว่างการเดินทางสำรวจดินแดนในช่วงปี ค.ศ. 1858-1861 ยังคงเป็นความรู้สึกเดียวกันกับนักเดินทางในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดความพิศวงและอัศจรรย์ใจในความยิ่งใหญ่ของศาสนสถานแห่งอาณาจักรขะแมร์โบราณไม่แตกต่างจากเมื่อ 160 ปีมาแล้ว สิ่งที่ต่างออกไปคงเป็นสัตว์น้อยใหญ่ที่เร้นกายเข้าไปในป่าลึก จนมองเห็นแต่มนุษย์หลากหลายสัญชาติที่พากันมายลสิ่งมหัศจรรย์ที่มูโอต์กล่าวไว้

นครวัด หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก 
อ็องรี มูโอต์ คือนักเดินทางผู้เปิดนครวัดสู่สายตาชาวยุโรป และทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสจัดสรรงบประมาณเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานเมืองพระนคร จวบจนเมื่อปี ค.ศ. 1992 องค์การยูเนสโกได้บันทึกเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมภายใต้ชื่อ “Angkor”

พื้นที่ของเขตโบราณสถานอังกอร์ (Angkor Archaeological Park) กว่า 400 ตารางกิโลเมตร ประกอบไปด้วยวัด สิ่งก่อสร้างทางน้ำอย่างคลอง บึง คูเมือง และบาราย เส้นทางคมนาคมรายรอบอาณาบริเวณที่เรียกกันว่า เมืองพระนคร ศูนย์กลางของอาณาจักรขะแมร์ (Khmer Kingdom) โดยมีศาสนสถานสำคัญอย่างปราสาทนครวัด ปราสาทบายน ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทตาพรหม ปราสาทตาโสม

สถานที่แรกที่ทุกคนตั้งใจไปเยือนแบบไม่มีใครยอมพลาดก็คือ ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ถือเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่อลังการ ที่ว่ามหัศจรรย์เพราะสร้างด้วยหินจากเขาพนมกุเลนซึ่งห่างออกไปถึง 50 กิโลเมตร ใช้แรงงานกว่าแสนคนและช้างหลายพันเชือก สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสูรยวรรมันที่ 2 (Suryavarman II) เพื่อประดิษฐานพระเทวราชตามลัทธิเทวราชา นัยว่าพระองค์ทรงนับถือไวษณพนิกาย จึงสร้างนครวัดให้เป็นเทวาลัยของพระวิษณุ และเป็นราชสุสานของพระองค์ ทำให้นครวัดแตกต่างจากปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก อันเป็นทิศของผู้ตาย แทนทิศตะวันออกตามขนบการสร้างวัด

ปราสาทล้อมรอบด้วยคูน้ำ กว้างด้านละ 1 กิโลเมตร ด้านหน้าเป็นทางเดินยาวนำเข้าสู่ปราสาทซึ่งตั้งอยู่บนฐานสามชั้น แต่ละชั้นมีระเบียงคดล้อมรอบ ด้านบนสุดประดิษฐานปราสาทประธานจำนวนห้าหลัง สิ่งที่โดดเด่นของนครวัดยังอยู่ที่รูปแกะสลักบนผนัง นางอัปสรที่มีพระพักตร์สี่เหลี่ยม ด้านบนมีศิราภรณ์ประดับด้วยช่อดอกไม้สามแถว ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ทำให้เดินดูได้อย่างเพลินตาเพลินใจเพราะมีนับพันกว่ารูป และแต่ละรูปยังมีใบหน้าอ่อนช้อย กิริยาท่าทางรวมถึงเสื้อผ้าอาภรณ์ไม่ซ้ำแบบกัน

สิ่งที่พลาดไม่ได้เมื่อได้มาท่องเที่ยวที่นครวัดแห่งนี้ คือการมาชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดที่หันหน้ามาทางทิศตะวันตก บริเวณหน้าบึงใหญ่ แสงอาทิตย์จะสาดส่องขึ้นที่ด้านหลังของปราสาทพร้อมเงาที่สะท้อนบนผิวน้ำของนครวัดซึ่งเป็นภาพที่สวยงามจับใจยิ่งนัก

ในยามเช้าตรู่ที่แสงแรกของวันค่อยๆ เผยนครวัดสู่สายของผู้เฝ้ารอด้วยความชื่นชมจนท้องฟ้าสดใส เดินเข้าไปสำรวจความอลังการที่เห็นจะต้องยกถ้อยคำของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหนังสสือ “ถกเขมร” ที่กระตุกความสนใจผู้อ่านให้อยากมาชมเป็นประจักษ์แจ้งแก่สายตา

“ยิ่งดูก็ยิ่งเห็นอัศจรรย์ในการก่อสร้างอันมหึมาที่ปราศจากเครื่องมือใดๆ นอกจากแรงคน หินแต่ละก้อนนั้นมิใช่เล็กๆ ในสมัยปัจจุบันคงไม่มีใครนึกฝันที่จะใช้แรงคนยกและแบกหาม ลายสลักนั้นละเอียดลออเป็นที่สุดแล้ว เมื่อปราสาทก่อเสร็จด้วยแรงคนนับหมื่นนับแสน ก็จะต้องใช้ช่างฝีมือจำนวนนับพันเข้ามาแกะสลัก คิดดูแล้วก็เห็นว่าเกิดกำลังเกินศรัทธา และเกินความฝันของมนุษย์ที่จะสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างอันใหญ่หลวงนี้ขึ้นมาได้ด้วยกำลังแขนกำลังขา และด้วยเครื่องมือเพียงง่ายๆ ตามแบบโบราณ …”

นครธม ความเย็นแห่งศิลาพักตร์ 
ขณะที่นครวัดคือศาสนสถานที่มีคูน้ำรอบสี่ทิศประหนึ่งเมือง นครธม (Angkor Thom) คือเมืองจริงๆ ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ คำว่า “ธม” แปลว่าใหญ่ หมายความถึงเมืองที่ใหญ่กว่านครวัด พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างนครธมให้เป็นราชธานีใหม่ โดยซ้อนทับเมืองพระนครเดิม กำหนดให้ปราสาทบายนเป็นศูนย์กลางเมือง อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าในสายมหายาน รายล้อมด้วยกำแพงหินด้านละ 3 กิโลเมตร ทั้งสี่ด้านเป็นที่ตั้งของประตูเมือง โดยเฉพาะประตูทางเข้าเมืองด้านทิศใต้ ซึ่งออกแบบเป็นพระพักตร์ของบุคคลจำนวน 4 พักตร์ สันนิษฐานว่าหมายถึงจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้ดูแลทั้งสี่ทิศของจักรวาล

เมื่อได้ผ่านเข้าประตูเมืองพระนครหลวงทางทิศใต้ ผู้มาเยือนก็ราวกับได้รับการปกป้องจากพระพักตร์จตุโลกบาล ที่นำทางไปสู่ศูนย์กลางนครอย่างปราสาทบายน อันประกอบด้วยระเบียงคดชั้นในและชั้นนอก ระเบียงมีเสาหินรายเรียงสองข้าง

ความโดดเด่นของปราสาทบายนอยู่ที่ “ความเยือกเย็นแห่งศิลาพักตร์” ที่ประทับสี่ทิศบนหอสูงภายในปราสาท นับรวมแล้วร่วม 200 หน้า พระพักตร์มีลักษณะตาปิดยิ้มมุมปาก จึงพากันเรียกว่า “ยิ้มแบบบายน” แลดูลึกลับ เช่นเดียวกับปริศนาที่ยังถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการว่า ต้นแบบของพระพักตร์เหล่านั้นคือใคร บ้างมองว่าน่าจะเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เอง บ้างเห็นว่าอาจหมายถึงอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณาในพุทธศาสนามหายาน บ้างคิดว่าเป็นสนัตกุมารพรหม อันเป็นพระพรหมในพุทธศาสนามหายาน แต่ไม่ว่าจะเป็นพระพักตร์ของผู้ใด ทั้งหมดกี่ใบหน้ากันแน่ ผู้มาเยือนก็ยอมศิโรราบให้กับความงามแห่งการสรรค์สร้างที่แม้รอยยิ้มจะดูลึกลับ หากแต่ให้ความรู้สึกปลอดภัยราวกับได้รับการคุ้มครองจากทวยเทพผู้เปี่ยมด้วยความเมตตา

แน่นอนว่าการย่างเยือนไปในโบราณสถานสำคัญของอาณาจักรแห่งความรุ่งโรจน์ในอดีต คือความปีติ และการน้อมคารวะแด่ผู้รังสรรค์ ที่ก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์สะกดทุกสายตาที่จ้องมอง เป็นความรู้สึกเดียวกับที่อ็องรี มูโอต์ เขียนบันทึกไว้ว่า “…ทำให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ยังความรู้สึกชื่นชมให้บังเกิด อีกทั้งเติมเต็มความสุขใจอย่างล้นเหลือ ยิ่งกว่าความสดชื่นที่รู้สึกเมื่อได้พบแหล่งน้ำเย็นฉ่ำกลางทะเลทรายเสียเป็นไหนๆ”

แปลโดย กรรณิกา จรรย์แสง, สำนักพิมพ์มติชน, 2558

The Grandeur of Angkor Wat and Angkor Thom

The centuries-old descriptions of Angkor temples by French explorer Henri Mouhot describe a magnificent temple complex set in a jungle teeming with wild creatures. It was written as part of a chronicle of his travels during 1858-1861 through Siam, Cambodia, Laos and Indo-China. He was stuck by its architectural beauty, no less so than visitors in our 21st century, 160 years later.

The only difference is that the wild animals are gone. Only masses of international tourists now flock to admire this fascinating series of temples.

Angkor Wat: Wonder of the World
Henri Mouhot’s “discovery” brought Angkor Wat to the attention of the West. The French government allocated a budget to a restore this ancient religious site, which became a Unesco Heritage Site in 1992 under the name “Angkor”.

Angkor Archaeological Park covers an area of 400 square kilometers, with temples, pools, moats and canals around this ancient Khmer capital. The temples include Angkor, Bayon, Preach Khan, Ta Prohm and Thom.

Angkor Wat is a must-see place of great significance. It is made of sandstone from Phnom Bakheng mountain approximately 50km away. It was built during the reign of King Suryavarman II in honor of the Hindu god Vishnu, as well as to serve as a royal mausoleum. Thus this temple is oriented to the West, pointing to the sunset, symbolizing death.

The temple is surrounded by moats, and is 1 km wide and long. At its entrance is a long causeway leading into the main building, which has three levels. Each level is circled by a balcony. Five towers rise from the third (and highest) level.

The highlight of this temple is certainly the over different 1,000 apsaras (Hindu deities), all with different poses, faces and clothing, making this a picturesque scene indeed.

Visitors should be sure to catch the sunrise at the West-facing pool of Angkor Temple. The sun will rise from behind the temple, creating beautiful reflections on the water’s surface.

Venerated Thai historian and writer M.R. Kukrit Pramoj also wrote about this in his book on Cambodia, which raised much interest on this temple among his Thai readers. “Once built by the hands of tens of thousands or hundreds of thousands of workers, then thousands of craftsmen had to come in to carve this temple. It seems beyond the strength, faith and dreams of humanity to be able to create such as major structure as this – and with only the use of simpel tools, and hard manual labor too.”

Angkor Thom: Ancient City 
While Angkor Wat is a temple surrounded by moats in all four directions, Angkor Thom was a living city, the last and most enduring capital home of the Khmer Kingdom. Thom means “maginificent” to signify a capital larger than Angkor Wat.

King Jayavarman VII had it built on top of an old city. Bayon Temple was the center of the capital, home the Mahayana Buddhist god. It was surrounded by four 3-km rock walls. Each side has a gate, which has a four-faced deity statue standing guard over the city. From this gate, roads lead visitors to the center of the city, to the Bayon.

The Bayon Temple’s most distinctive feature is its multitude of serene and smiling faces on its many gate towers, which coined the expression the “Bayon smile”. It is believed each face is of King Jayavarman VII himself. Others believe the faces belong to the bodhisattva of compassion, called Avalokitesvara, or the Hindu god, Brahma. Whomever they depict, all visitors are always awed and amazed by the faces smiling back at them from this ancient wonder.

As Henri Mouhot put it, seeing this structure “made us forget our exhaustion during our journey. A great admiration wells forth, along with an immense joy – more refreshing than any cool water in a desert oasis. 

伟大的古文明
吴哥窟-吴哥城

“……谁曾想到世界上还能有如此宏伟的古庙遗迹,隐蔽在远离城市喧嚣的密林深处……如今虽已没了动物的痕迹,震彻山林的猛虎吼声,野象凄厉尖叫声,以及呦呦鹿鸣声等……我们花了一天时间探索这片神秘土地,越深入了解越觉得不可思议 ……“

法国生物学家亨利·穆奥在《暹罗柬埔寨老挝安南游记》中记录:他于1858年至1861年间为寻找热带动物,在柬埔寨旅途中无意间探索到吴哥窟,并将旅途见闻以及描绘吴哥窟辉煌时刻记录成日记。而今21世纪的旅行家们应该一如160年前的穆奥般被古高棉宗教遗迹的宏伟惊人震撼到,变了的是以前森林深处只有动物,如今只有许多不同国籍的人竞相聚集探访穆奥笔下这个伟大遗址。

吴哥窟 世界奇观之一
亨利·穆奥是一位将吴哥窟带到欧洲的旅行者,欧洲政府在恢复该古遗迹上设置预算,直至1992年,联合国教科文组将吴哥古迹列入世界文化遗产。

这座吴哥考古公园占地面积超过400平方公里,涵盖各建筑物如寺庙、水渠、运河、护城河、以及附近的交通路线等,被誉为高棉王国的中心。地标建筑有吴哥窟(Angkor Wat)、巴戎寺(Bayon)、巴肯山(Bakheng)、塔布茏寺(TaProhm),塔逊(TaSom)等。

第一个必参观世界奇迹之一的吴哥窟(Angkor Wat),据说是吴哥王朝国王苏耶跋摩二世(Suryavarman II)希望在平地兴建一座规模宏伟的石窟寺庙,作为吴哥王朝的国都和国寺。因此举全国之力,用10万的劳工以及数千建筑工,由50公里外的Phnom Kulen山上的石头费力搬运过来慢慢而成。

吴哥窟周围环绕着1公里宽的护城河,正面是一条长堤,呈3层金字塔状的基地,每一层都有回廊环绕。在金字塔式的寺庙最高层,可见矗立着五座宝塔,建筑墙壁上美丽浮雕和上千张不同形态的佛面等是最大魅力所在。

来吴哥窟必看日出,围在池塘边的人群面朝西方,早早准备见证倒映在莲花池里最美日出。

“古人在没有任何工具,仅靠双手搬运巨大石头而建成该神奇壮观的建筑,我想如今应该没有人会用大量人工去做艰苦的搬运工程,再用数千名工匠雕刻打磨,而这仅仅用简单工具,依据古老的建筑模式…….超越了人类之所能,伟大乎!

吴哥城 微笑的四面佛像 
吴哥城(Angkor Thom)是高棉帝国最后和最长久的一个国都, “thom”这个词的意思是“大”,意为“比吴哥窟大的城市”。阇耶跋摩7世在位期间帝国达至顶盛,他在成为废墟的首都大兴土木,重建吴哥城(Angkor Thom)。鉴于先前被占城入侵的惨痛经验,阇耶跋摩7世将吴哥城城墙筑得3米高又厚实,城外建有护城河。除了东西南北四个正方向处各开有城门外,在东门的南面还开了一座胜利之门,城门都是塔形结构,每个塔身上都有面向四方的四面佛像,以慈悲的眼神检阅进入城内的每一个人。

巴戎寺最驰名特点是“微笑的四面佛像”,高塔楼内共有包括200张佛面,有闭眼和微笑等,又称为“高棉的微笑”。据说每座佛塔上都是以阇耶跋摩7世的形象所雕刻的,至今仍是个谜,而佛像神秘的微笑成为柬埔寨著名的地标建筑。

很荣幸参观如此宏伟神奇的古代遗址,带着对创建者感恩的心,一如亨利·穆奥所写的那样“……让他忘了旅行的疲惫,满满的钦佩和喜悦的心情,犹如在沙漠中清爽的水让人感觉更清爽。”