ป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (The Largest Pine Forest in Thailand)
泰国最大的松树林班瓦占皇家项目

โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์

ใครเลยจะรู้ว่ามีสวรรค์ของผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทยซ่อนตัวรอคอยการมาเยือนจากนักเดินทางอยู่ทุกฤดูกาล

ป่าสนบ้านวัดจันทร์ หรือหากจะเรียกชื่อกันยาวๆ อย่างเป็นทางการว่า โครงการหลวงป่าสนบ้านวัดจันทร์ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ อำเภอกัลยาณิวัฒนา แรกเริ่มเดิมทีมีพื้นที่อยู่ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในสมัยก่อนพื้นที่ ณ​ บริเวณนี้ยังเป็นเพียงตำบลเล็กๆ ที่มีเส้นทางเข้าถึงยากลำบาก แต่แล้วก็มีเรื่องราวใหเ้ปลี่ยนไป เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อครั้งปี พ.ศ.​2522 ในเดือนกุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของพวกเราชาวไทยทุกคน เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราฏฎรที่บ้านวัดจันทร์ และหมู่บ้านใกล้เคียง พระองค์ท่านทรงพบว่าราษฎรในหมู่บ้านตำบลแห่งนี้มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ไม่มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก ส่งผลกระทบตามมาถึงปัญหาด้านต่างๆ

หากด้วยพระอัจฉริยภาพและวิสัยทัศน์อันกว้างไกล ทรงเล็งเห็นถึงสภาพแวดล้อมบริเวณพื้นที่แห่งนี้ที่เปี่ยมด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ จึงทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ ม.จ. ภีศเดช รัชนีองค์ ผู้อำนวยการโครงการหลวงให้ปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยมีองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ พร้อมลงความเห็นชอบให้แยกพื้นที่ส่วนนี้มาจัดตั้งเป็นอำเภอใหม่ จนในที่สุดเมื่อปี พ.ศ.​2552 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออำเภอใหม่ขึ้นว่า อำเภอกัลยาณิวัฒนา เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งนับเป็นอำเภอที่ 25 ของจังหวัดเชียงใหม่

ในเมืองไทยเรานั้นมีผืนป่าอยู่มากมายตามแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่ภาคใต้ไปจนสุดทางภาคเหนือ และที่นี่เองก็คืออีกหนึ่งผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นผืนป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ประกอบด้วยสน 2 ประเภท ทั้งสนสองใบ และสนสามใบ ที่ขึ้นอยู่เต็มทั่วทุกบริเวณบนพื้นที่โดยรวม 647.58 ตารางกิโลเมตร บนพื้นที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลราวเกือบ 1,000 เมตร ส่งผลให้ที่นี่มีสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี ภายในโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์นั้นเงียบสงบและร่มรื่นไปด้วยธรรมชาติทั้งบริเวณที่เป็นแนวป่าสนที่เราสามารถเดินเล่นหรือขี่จักรยานไปตามเส้นทางต่างๆ ได้อย่างสะดวก

เดิมทีแต่ก่อนที่นี่อาจไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ปัจจุบันป่าสนบ้านวัดจันทร์เริ่มได้รับความสนใจจากนักเดินทางมากขึ้นด้วยความสะดวก หากเลือกเดินทางด้วยรถยนต์ก็สามารถขับมาถึงอีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับนักท่องเที่ยว บ้านพักมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก หรือจะกางเต๊นท์นอน ณ​ บริเวณลานหญ้าที่นี่ ก็สามารถแจ้งกับเจ้าหน้าที่ได้เช่นกัน ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้น มีร้านอาหารที่จัดปรุงด้วยชาวเผ่าปกาเกอะญอคอยให้บริการ

สำหรับผู้ที่เดินทางมาที่นี่ควรจะมีเวลาเต็มๆ อย่างน้อยสักหนึ่งวันเพื่อซึมซับบรรยากาศบ้านวัดจันทร์ให้ได้เต็มที่ เริ่มต้นตั้งแต่เช้าแรกของวันด้วยการตื่นแต่เช้าตรู่มายืนดูไอหมอกสีขาวนวลที่จับตัวล่องลอยไปมาเหนือผืนน้ำ พัดไปทางซ้ายที่ทางขวาที สลับพลิ้วไหวไปมาตามกระแสลม ก่อนที่จะถึงเวลาปรากฎตัวของดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขึ้นเหนือแนวต้นสนด้านหน้าอันเป็นสัญญาณของวันใหม่ได้เริ่มต้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงนกร้องที่เริ่มออกจากรังบินรับอากาศยามเช้า สีสันของป่าสนบ้านวัดจันทร์นั้นมีเสน่ห์และมีความน่าสนใจตามแต่ละฤดูกาลแตกต่างกันไป เริ่มต้นตั้งแต่หน้าฝนกับภาพความชุ่มชื่นเขียวขจีของท้องทุ่งนา ผ่านเข้าสู่ช่วงปลายปีที่ถูกแต่งแต้มสีสันด้วยสีเหลือง สีส้ม และสีแดงของใบเมเปิ้ลซึ่งแม้จะมีอยู่เพียงไม่กี่ต้นในโครงการแต่ก็สร้างบรรยากาศและความสุขเล็กๆ ให้กับผู้มาเยือน

จากนั้นเมื่อเข้าสู่วันเวลาแห่งสายลมหนาวในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ นอกจากจะมีสภาพอากาศหนาวเย็นที่สุดของปีแล้วก็ยังเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้พบกับนกอพยพที่บินหนีหนาวจากแดนไกลมารับความอบอุ่นที่ป่าสนแห่งนี้ พร้อมกับภาพของดอกพญาเสือโคร่งสีชมพูที่เบ่งบานอวดโฉมตัวเองอยู่ตามจุดต่างๆ

เข็มนาฬิกาที่ป่าสนบ้านวัดจันทร์นั้นยังคงเดินด้วยอัตราที่เท่ากันกับเข็มนาฬิกาตามหน้าปัดของทุกที่ แต่ช่วงเวลาที่นี่นั้นพร้อมจะทำให้เรารู้สึกว่าเวลาช่างเดินผ่านไปอย่างช้าๆ ภาพของท้องฟ้าและแนวป่าสนที่สะท้อนเงาของตัวเองลงสู่ผืนน้ำด้านหน้าเป็นภาพที่เห็นได้ชินตาเมื่อเราอยู่ที่นี่ ยิ่งเมื่อใดก็ตามที่น้ำนิ่งปราศจากแรงลมพัดมาก็ทำให้แลดูเหมือนกับมีใครเอากระจกเงาขนาดใหญ่มาวางไว้อยู่ตรงหน้าจนเห็นเป็นภาพสะท้อนกลับ

การเดินทางมาโครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ วิธีที่สะดวกที่สุดคือการขับรถมาเที่ยวเอง เริ่มต้นจากตัวเมืองเชียงใหม่มายังอำเภอแม่ริม ขับมุ่งหน้าสู่สามแยก (แม่มาลัย-ปาย)​ ก่อนถึงอำเภอแม่แตงให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 1095 เส้นทางมุ่งหน้าสู่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้ขับตามเส้นทางจนผ่านอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังที่อยู่ด้านขวามือ จากนั้นให้ขับตรงต่อไปอีกสักระยะหนึ่งสังเกตทางซ้ายมือจะมีป้ายบอกให้เลี้ยวเข้าสู่บ้านวัดจันทร์ จากปากทางสามแยกตรงนี้ขับเข้าไปอีกประมาณ 45 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางที่แยกเข้ามาสภาพถนนเป็นทางลาดยางเช่นเดียวกับถนนหลักแต่อาจจะมีบ้างที่เป็นทางขรุขระและเป็นหลุมเป็นบ่อบวกกับทางที่ลาดชันตามสภาพพื้นที่ ผู้ขับขี่ควรมีความชำนาญในการขับรถขึ้นลงเขาอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เป็นเส้นทางที่ยากเกินไป โดยระหว่างทางที่ขับสู่โครงการหลวงนั้นเราสามารถหาจุดจอดรถที่ปลอดภัยตามข้างทางแวะถ่ายรูปเล่นได้ตลอด ขับๆ จอดๆ ไม่นานนักก็ถึงโครงการหลวงป่าสนบ้านวัดจันทร์ที่ตั้งอยู่ทางด้านขวามือ

อำเภอกัลยาณิวัฒนาไม่ใช่อำเภอที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และอาจยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากเท่าไหร่นัก วิถีชีวิตของชาวบ้านและชาวเผ่าปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ล้วนเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่ายปราศจากความวุ่นวายและแสงสีศิวิไลซ์ และที่นี่จะเป็นที่ที่เราได้รับความสดชื่นจากผืนป่าขนาดใหญ่และได้สัมผัสกับความเงียบสงบ ถ้าอยากหาที่พักใจเพื่อชาร์ตแบตให้กับตัวเอง ที่นี่คือคำตอบ

The Largest Pine Forest in Thailand 
Ban Wat Chan Royal Project 

This hidden Thai paradise of pine forest is a dream destination at all seasons. Ban Wat Chan Pine Forest used to be a small district with difficult access and transportation until February 1979 when the late King Rama IX visited this area and initiated the Wat Chan Royal Project to uplift the standard of living of the poor villagers, Karen ethnic groups. Later in 2009 his Majesty gave this district a new name, Kalayaniwattana, becoming the 25th district of Chiangmai province.

Ban Chan Forest is the biggest pine forest in Thailand with an area of 647.58 square kilmeters and an elevation of almost 1000 meters. Thus this area has a pleasantly cool climate all year long. Two kinds of pine trees grow here, the two-leaf and three-leaf pines. At the beginning of the rainy season the forest is lush and green and towards the end of this season the foliage of maples trees turns into bright orange and red. From December to February, the Thai winter season with the lowest temperature of the year, exotic birds fleeing the freezing faraway countries can be spotted here. Also the spectacular pink Himalayan cheery trees are in full bloom during this time. In the mornings the sunset is stunning with the dreamy mists of the winter fog floating and covering the pine forests, creating a splendid scenery. The air is very fresh and breezy.

The forest has many nice bike routes and hiking trails or visitors can simply enjoy a leisure walk and experience the warm hospitality of the locals. Visitors can do camping or stay at small resorts.

To get to Ban Chan Pine Forest the easiest way is to drive from Chiangmai to Mae Rim district via Highway 1095 from Mae Malai to Pai, at Km 80 turning left to an unpaved road for 45 kilometers.

Kalayaniwattana district is a small place, still unknown to many Thais. It offers pristine nature for you to unwind, absorb the slow and simple life of the ethnic community and immerse yourself in the surroundings of sheer beauty.

泰国最大的松树林班瓦占皇家项目
(BanWatChan Royal Project)

 

在泰国,有一个极其富饶的森林天堂鲜为人知,一年四季,她都在期待着更多游客的到访。

“班瓦占松树林”或官方名为“甘拉亚尼瓦塔纳县(Kanlayani Watthana)班瓦占松树林皇家项目”,起初,这里只是属于清迈府湄占县(Mae Chaem)的一个小镇,道路十分崎岖,路途艰远,但在随后因一位伟人的到来却发生了改变。1979年2月,受泰国人民爱戴的拉玛九世王普密蓬•阿杜德驾临班瓦占(BanWatChan)及周边小村庄,国王发现那里的村民生活贫穷,山区地形崎岖,交通不便,给当地人们的生活带来了许多困难。

普密蓬国王远见卓识,发现这个地区自然资源丰富,便委任泰国皇家计划负责人毕沙迪•拉查尼亲王与相关部门对接,在包括泰国林产业组织(FIO)为委员会的各方部门共同努力下,一致通过将此地区单独划分出来,设立为一个新县城。最终,于2009年,泰国九世王普密蓬·阿杜德为该县赐名为 “甘拉亚尼瓦塔纳县(Kanlayani Watthana)”,也是为了对甘拉亚妮·瓦塔娜皇姐表示称颂,因此甘拉亚尼瓦塔纳县成为清迈的第25个县。

在泰国,从南部到北部许多地区都拥有着丰富的森林资源。而这里也是泰国最大的天然松树林之一,以二叶松和三叶松为主要树种,覆盖面积约647.58平方公里,位于海拔1000米高的清幽山谷之中。这里终年气候清凉,云雾缠绕,沿着林道漫步或悠闲的骑行在被整个松林环抱的班瓦(BanWatChan)中,呼吸着清新的空气,静谧非常。

过去的这里并不为人所知,而如今,班瓦占(BanWatChan)松树林开始受到旅客们的更多关注,交通变得十分便利,开车便可以直接抵达,林区也为旅行者提供各种便利设施,多种住宿可供选择,甚至可以从当地的工作人员处租用帐篷,在草地上体验野营的乐趣。而关于饮食方面,当地凯伦族村落开办的餐馆也为游客带来了丰富的特色美食。

对来到这里的游客来说,至少应该有满满一天的时间,才能够基本感受完班瓦占(BanWatChan)的氛围。水面上漂浮不定的白色烟雾,随着左右吹动的风轻轻飘动,太阳徐徐升起,应和早晨鸟巢中发出的鸟叫声,便是松林被新的一天唤醒的信号。从雨季田野中苍翠、湿润的气息,到年底金色、橙色、红色树叶遍布的装饰与点缀,各个季节变换不同五彩斑斓,引人入胜,是班瓦占独具的魅力。虽然皇家项目中的树木种类并不繁多,但也给游客营造了宜人的气氛,带来了小小的快乐和满足感。

当到了一年中最凉爽的12月到次年2月间的冷流过境,也是我们与从遥远寒冷地带迁徙过来到这里取暖的鸟儿见面的最好时机,还能看到随处可见争奇斗艳竞相开放的粉色鲜花。

班瓦占(BanWatChan)的时间与其他地方本无二致,但当我们身处这里,我们的时间好像也变得粘稠,没有风的时候水面静得像是有人放了一面镜子一样,天空和松树林在水面的倒影便是这里永恒的美景。

去班瓦占(BanWatChan)皇家项目游玩最方便的方法是自驾旅行。从清迈到夜林县后驱车至交叉路口(Mae-Malai – Pai)。在到达夜登县之前,左转进入直通夜丰颂府拜县的1095号公路。之后一直沿着公路行驶,会经过位于右手边的Huay Nam国家公园。然后再前行一会儿,会看到左边有一个标志提示转入班瓦占,再从交叉口驶入大约45公里后即可到达。这条道路和其他公路一样是一条橡胶沥青公路,但路面可能有些坑洼和陡坡,崎岖不平。司机具备一定的山坡驾驶知识为宜,但其实并不是很难行驶。在进入班瓦占皇家项目的旅途后,我们可以在路边找到安全的停车处,可以停下来拍照,四处游玩。一边驾驶,一边游玩,不用多久就可以到达位于右手边的班瓦占皇家项目。

甘拉亚尼瓦塔纳县(KanlayaniWatthana)面积不大,也没有被很多游客所熟知,当地的村民和居住在这里的凯伦部落的原住居民远离城市的霓虹与喧嚣,过着简单质朴的生活 。在这里,我们可以感受到被自然环抱的温暖,吹过林间的微风涤荡过内心的宁静,便可清晰地聆听到自己内心真正的诉求。置身这片森林会是种怎样的感受?松林之地正期待着您的光临,在这里您可能会像坠入爱河般爱上这片森林。