ความผูกพันแห่งวิถีชีวิต
(Tranquil Way of Life at Inle Lake)
茵莱湖大自然与人文景致的完美结合

ผู้คนและสายน้ำ ณ​ ทะเลสาบอินเล

ภาพของทิวเขาสลับซับซ้อนตั้งตัวเรียงรายอยู่ล้อมรอบผืนทะเลสาบขนาดใหญ่ที่คอยโอบอุ้มผืนน้ำแห่งนี้ไว้จนเกิดความอุดมสมบูรณ์ที่ยังคงส่งต่อเรื่องราวความผูกพันระหว่างผู้คนและสายน้ำ ก่อเกิดเป็นวิถีชีวิตแห่งเมืองยองชเว (Nyaungshwe) อันเป็นที่มาแห่งวิถีริมน้ำ ณ​ ทะเลสาบอินเล

เอกลักษณ์และมนต์เสน่ห์ของเมืองเล็กๆ อย่างเมืองยองชเว ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลสาบอินเลคงหนีไม่พ้นภาพของชาวบ้าน ความเงียบสงบ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ภายใต้ธรรมชาติที่แลดูว่าทุกอย่างล้วนถูกกำหนดให้พึ่งพาอาศัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว

ภาพของเรือหางยาวลำเล็กๆ ที่มีชาวบ้านยืนอยู่หัวเรือแกว่งเท้าตวัดวนไปมาเพื่อบังคับทิศทางการหมุนของเรือ พร้อมด้วยสองมือที่ตวัดอวนเหวี่ยงแห ทิ้งสุ่ม โยกเยกเอนตัวไปมาบนเรือที่ดูแล้วเหมือนอาจจะคว่ำ ณ​ วินาทีไหนก้ได้คือภาพชินตาของที่นี่ ที่เราสามารถพบเห็นกันได้เรื่องมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน

พื้นที่ของทะเลสาบอินเลตั้งอยู่ในเมืองยองชเว มีความสูงเหนือจากระดับน้ำทะเล 875 เมตร กว้างประมาณ 11 กิโลเมตรจากด้านทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตก และยาว 22 กิโลเมตรจากทิศเหนือจรดใต้ มีระยะทางอยู่ห่างจากเมืองหลวงตองจี หรือตองยี (Taunggyi) ประมาณ 20 กิโลเมตร ภายใต้เขตพื้นที่ของรัฐฉาน (Shan State) รัฐที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด และมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

การเดินทางสู่ทะเลสาบอินเลนั้น เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยสายการบิน THAI Smile จากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิสู่เมืองมัณฑะเลย์ จากนั้นหารถมาต่อขึ้นรถโดยสารที่ท่ารถขนส่งเมืองมัณฑะเลย์ แล้วหาบริษัทรถทัวร์ที่มุ่งหน้าปลายทางสู่เมืองยองชเวอันเป็นที่ตั้งของทะเลสาบอินเลซึ่งมีระยะห่างจากเมืองมัณฑะเลย์ประมาณ 265 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ประมาณ 19.30 น.​ไปถึงท่ารถที่เมืองยองชเว 4.30 น.​ ของอีกวันโดยประมาณ เบ็ดเสร็จประมาณ 9 ชั่วโมง จากนั้นก็หารถสามล้อบอกตำแหน่งที่พักให้กับคนรถแถวท่ารถได้เลย

วิถีชุมชนของผู้คนในแถบนี้เรียกกันว่า ชาวอินตา (Intha) คือผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณชุมชนริมน้ำซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพาะปลูกและการประมงเป็นหลัก โดยมีอุตสาหกรรมถักทอและหัตถกรรมต่างๆ เป็นอาชีพเสริมตามแต่ความถนัดและการปลูกฝังสานต่อของแต่ละครอบครัว ส่วนเอกลักษณ์อันโดดเด่นอย่างการประมง การจับปลาที่ใช้เท้าแทนพายนั้น มีที่มาที่ไปจากการเกษตรกรรม ซึ่งในสมัยก่อนพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ใช้ทำการเพาะปลูกนั้นมีพื้นที่ราบเป็นผืนดินค่อนข้างน้อย ดังนั้นการจะปลูกอะไรแต่ละชนิดจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยภูมิปัญญาของชาวอินตาในสมัยก่อนได้พลิกแพลงมาใช้พื้นที่บนน้ำเพื่อทำการเพาะปลูกด้วยการริเริ่มนำเอาพวกเศษหญ้าเศษพืชผักต่างๆ ที่เป็นวัชพืชมาผูกเป็นแพให้เกาะกันจนได้ขนาดและความยาวตามที่ต้องการ จากนั้นก็ทำการลากแพวัชพืชเหล่านี้ลงไปยังบริเวณริมฝั่งของทะเลสาบ ซึ่งนั่นก็ไมไ่ด้หมายความว่าจะลากลงไปได้ทุกที่ ทุกครั้งที่ปล่อยแพวัชพืชลงไป ก็จะต้องคะเนด้วยประสบการณ์และความรู้ความชำนาญ พิจารณาว่าพื้นที่ตรงไหนควรค่าแก่การนำแพมาปล่อย และเมื่อได้ตำแหน่งที่ลงตัวแล้วก็จะเอาไม้ไผ่ยาวๆ มาปักยึดลงไปจนถึงดินใต้น้ำ โดยจะเลือกพื้นที่ริมฝั่งเนื่องจากความลึกของทะเลสาบอินเลอยู่ที่ประมาณ 2-8 เมตร จึงทำให้ยังสามารถหาไม้ไผ่ยาวๆ มาปักได้ง่าย จากนั้นจึงนำสาหร่าย ดิน และโคลนที่มีสารอาหารของพืชมาโปรยหว่านลงไปบนแพ เพียงเท่านี้พืชผักลอยน้ำก็พร้อมทำการเพาะปลูกได้แล้ว นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เราเห็นไม่ไผ่ปักอยู่เยอะแยะไปหมดตามริมน้ำ และเพราะเกษตรกรรมเพาะปลูกแปลงผักริมน้ำนี่เองที่เป็นสาเหตุให้ชาวบ้านที่ต้องการจะสำรวจแปลงพืชแปลงผักของตัวเองนั้นจะต้องพายเรือไปตามร่องน้ำ ซึ่งหากเป็นการนั่งพายเรือไปไหนมาไหนปกติก็คงไม่จำเป็นจะต้องยืนขึ้นบ่อยๆ แต่เนื่องจากการตรวจตราแปลผักพืชผลนั้นจำเป็นที่จะต้องยืนสอดส่องอยู่ตลอดเวลา ทำให้การนั่งแล้วลุกขึ้นยืนสลับไปมาก่อให้เกิดความลำบากและเสียเวลา รวมทั้งวิสัยทัศน์ในการมองแปลงพืชผักที่อยู่ไกลออกไปเห็นไม่ชัดดีนัก ด้วยว่าแนวของแปลงนั้นอยู่ในระดับเดียวกับสายตา จึงเป็นที่มาให้ชาวบ้านเริ่มคิดค้นวิธีการพายเรือด้วยเท้า ซึ่งวิธีปฏิบัตินี้เองที่เป็นภูมิปัญญาค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงต่อยอดมาเรื่อยๆ จากแค่พายเรือดูแปลงผักไปสู่การพายเรือเพื่อจับปลาอย่างที่เราเห็น ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดก็คือ มือทั้งสองข้างนั้นพร้อมที่จะหยิบจับอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที หรือแม้แต่คีบบุหรี่หรือยาสูบไว้ในมือยามต้องการผ่อนคลายอารมณ์

สำหรับกิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังทะเลสาบอินเล หนีไม่พ้นการนั่งเรือชมทัศนียภาพและบรรยากาศภายในทะเลสาบที่มีธรรมชาติล้อมรอบให้เราเพลิดเพลินไปกับวันพักผ่อนด้วยเรือหางยาวที่พร้อมจะพาเราไปยังจุดต่างๆ นอกจากจะนั่งเรือชมวิวและวิถีชีวิตคนพายเรือด้วยเท้าแล้ว ก็ยังมีเส้นทางที่เราสามารถนั่งเรือไปยังชุมชนหมู่บ้านเพื่อชมการถักผ้า ทอผ้า ทำเครื่องเงิน รวมไปถึงใครที่อยากไปชมวัดริมน้ำเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถบอกคนเรือได้เช่นกัน ส่วนช่วงเวลาที่เราจะผ่อนคลายกับสภาพอากาศได้นั้น คือช่วงเช้าตรู่ที่อากาศกำลังเย็นสบายแดดยังไม่ออกมากนัก และช่วงเย็นที่แสงแดดและความร้อนแรงค่อยๆ คลายตัวลง ซ้ำยังเป็นช่วงแห่งการรอคอยเฝ้าชมดวงอาทิตย์ที่จะหายลับไปกับแนวเขา ณ​ มุมใดมุมหนึ่งเบื้องหน้าเรา ซึ่งล้วนเป็นภาพที่น่าจดจำทั้งสิ้น

ทะเลสาบอินเลนั้นเป็นอีกหนึ่งสถานที่ในฝันของใครหลายคนโดยเฉพาะผู้ที่ชอบโปรดปรานการถ่ายภาพแนววิถีชีวิต ที่อยากได้ภาพแปลกตาซึ่งไม่มีที่ไหนเสมอเหมือน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผืนน้ำแห่งนี้จะตอบโจทย์เฉพาะผู้รักการถ่ายภาพอย่างเดียวเท่านั้น เพราะยังมีนักเดินทางอีกจำนวนมากที่เลือกเดินทางมายังที่นี่ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งที่ต้องการการพักผ่อนแบบเงียบสงบหลีกหนีความวุ่นวายจากสภาพสังคมเมืองรวมไปถึงผู้ที่อยากมาใช้เวลาผ่อนคลายไปกับสายน้ำและธรรมชาติสวยๆ เฝ้ามองทิวเขาที่อยู่รอบตัวซึ่งพร้อมจะมอบพลังแห่งความสุขให้กับเราเสมอ

Tranquil Way of Life at Inle Lake

Scenic beauty of a lake surrounded by lush mountains awaits you here at Inle Lake in Nyaungshwe City, which can be reached easily by THAI Smile

Flying to Mandalay International airport, 265 km from Nyaungshwe, then taking a bus for four and a half hours. Inle lake is a worthwhile travel destination indeed.

Inle Lake is situated in the city of Nyaungshwe, part of Shan state, the most populous state of Myanmar. The lake has an elevation of 875m, a width of 11 km from the East to the West, a length of 22km from the North to the South. The capital of Shan state is Taunggyi, 20 km from the lake.

The population of Inle Lake are predominantly Intha, whose livelihood is fishing, farming, silk weaving and silversmith. The unique leg-rowing Intha people have become a major touristic attraction. They stand at the stern of their boat on one leg and wrap the other leg around the oar. This distinctive rowing style was brought about by the fact that the lake is covered by reeds and floating plants. They have to stand to row their boats since sitting would make it difficult to see the tall reeds.

Another fascinating feature is the floating gardens used for farming vegetables and fruits on the surface of the lake. The farmers use weeds and bamboo piles to make floating beds. Since the lake is full of nutrients these gardens have high fertility and a lot of produce, providing a great source of income for the local farmers.

A boat ride in the mornings is a must for tourists to view the picturesque landscape along the shores and way of life of the local communities who create beautiful handicrafts made of lotus stems and silverware. Visitors can also stop to pray at temples along the way. In the evenings the sunsest over the lake is stunning for great photo shoots.

Inle Lake has a lot to offer to all kinds of visitors whether they are keen photographers or nature lovers. Here they can witness the peaceful way of life and get energized by absorbing the tranquility and beauty of its captivating surroundings.

 

茵莱湖大自然与人文景致的完美结合

 

茵莱湖(Inle Lake)位于缅甸掸邦高原的娘瑞盆地上,为缅甸第二大湖,是著名的避暑胜地。湖面海拔875米,东西宽11公里,南北长22公里。茵莱湖三面环山,不仅广袤,而且还因清澈与丰饶而被稱作“藍色海洋”。

单脚划船的渔夫们是茵莱湖的独特标志。他们头戴竹笠,腰系隆基,单脚站在吃水极深的舟头,另一只脚夹着船桨,老练地掌握着方向,腾出双手高举渔网,忙上忙下,不时摆出难度极高的帅气姿势,保持着奇妙的平衡。此等特技绝非一日之功。

前往茵莱湖的交通非常简便,自曼谷素万那普国际机场搭乘泰国微笑航空飞往缅甸曼德勒市,然后改乘长途汽车至娘瑞镇,用时约九小时车程共265公里,最后转三轮车前往茵莱湖。

茵莱湖一带的居民,多为茵达族,散居于湖边村落。茵达族人以从事农业和渔业为主,也有相当多的家庭以纺织、打铁、制作金银手饰等手工艺品作为副业。当地人以前为了谋生,很智慧的把湖上漂浮的水草、浮萍、藤蔓植物等聚集起来,覆盖上湖泥,造成新的浮岛。人们在大浮岛上开出一块块细长的条田,种植瓜果蔬菜或其他作物,有的岛中央还盖起了轻便的浮岛房,这些浮岛房可以用竹篱插到2米至8米深的湖底,固定在水面上,也可以在湖中漂移。浮岛上水足土肥,各种蔬菜和其他作物生长茂盛。

茵达族人每家的门前都系有一叶扁舟,一出家门就以船代步。这种独特的传统划船方法至今仍在普遍采用。当地人认为,用脚划船速度快而耐久,不用经常起身,视野更广,并能腾出手来撒网、抛叉,一个人在船上作业,可以行船捕鱼两不误。所以,人们从小练就了用脚划船捕鱼的硬功夫。

节日期间,湖上居民们还举行划船比赛,为茵莱湖上的一景。茵莱湖气候凉爽,景色宜人,是个绝好的游览避暑胜地。一批批国内外游客慕名而来,可乘船绕湖一周,观浮岛,登佛塔,饱览湖光山色,也可以乘船慢悠悠地寻访茵莱湖的手工作坊,作坊都是传统的前坊后店,湖区特产的布料、银器、雪茄、纸伞等琳琅满目。这些湖风吹拂的作坊,代表着一种逐渐远去的生活方式,让匆匆远道而来的游客,生出无限依恋。乘船观光之余,还可以在凉亭小憩,静观日出日落,还有蓝天上的水鸟和碧波中的鱼群,体验大自然的美丽与和谐。

缅甸的茵莱湖,时间仿佛被施了魔法一样,总是定格在最美的光景。明媚风光和人与自然间毫无隔阂的沟通,是茵莱湖馈赠给游客们最珍贵的礼物。